วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

ปัญหานิ่วค้างในท่อน้ำดี ระหว่าง/หลัง ล้างพิษตับ

   ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
     
       แม้ว่าการล้างพิษตับจะได้รับการพิสูจน์ตาม ผลการสำรวจเลือดและอัลตร้าซาวด์ในผู้ที่เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ 108 คน ของกลุ่มบุญคณา จังหวัดขอนแก่น ระหว่างเดือนเมษายน - พฤษภาคม พ.ศ.2556 ทำให้เราได้เห็นว่านิ่วในถุงน้ำดีมีขนาดเล็กลงหรือถูกขับออกหลังผ่านหลักสูตรล้างพิษตับ โดยจำนวนผู้เข้าหลักสูตร 108 ราย เมื่อได้รับการตรวจโดยอัลตร้าซาวด์แล้วพบว่า ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีก่อนเข้าหลักสูตรล้างพิษตับ 15 ราย ปรากฏว่าหลังจบหลักสูตรล้างพิษตับมีคนที่นิ่วหายไปจากถุงน้ำดี 7 ราย ยังคงมีนิ่วอยู่แต่ขนาดเล็กลงหรือมีจำนวนน้อยลง 5 ราย และเท่าเดิม 3 ราย (อ่านรายละเอียด ในภาค 4 เขาว่าล้างพิษตับเป็นเรื่อง “หลอกลวง” ตอนที่ 3 : พิสูจน์ผลการตรวจเลือดและอัลตร้าซาวด์ 108 คน ครั้งแรกในประเทศไทย)
     
        หมายความว่าจากการศึกษาครั้งนี้พบว่าผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีมีอาการดีขึ้น 12 ราย จาก 15 ราย และเรื่องที่น่าสนใจพบว่ามีหลายกรณีมีนิ่วขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด
ภาพที่ 1 แสดงผลสำรวจอัลตร้าซาวด์นิ่วในถุงน้ำดีผู้เข้าหลักสูตรล้างพิษตับที่ผู้มีนิ่วส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น
       สิ่งที่น่าสนใจก็คือผู้ที่มีนิ่วเหล่านี้ไม่ต้องใช้วิธีการผ่าตัดเลย โดยเฉพาะมีรายหนึ่งนั้นเดิมมีนิ่วในถุงน้ำดีขนาดใหญ่ 3.7 เซนติเมตร ไม่สามารถที่จะผ่านท่อน้ำดีได้เลย แต่การที่หายไปได้นั้นย่อมแสดงว่ากระบวนการล้างพิษตับทำให้นิ่วมีขนาดเล็กลง
     
        เพราะโดยปกติแล้วนิ่วในท่อน้ำดี ถ้าเป็นก้อนเล็กๆอาจมีหลายก้อน แต่ก็จะสามารถเคลื่อนลงมาจากถุงน้ำดีลงมาได้ แต่ถ้าเป็นก้อนใหญ่เกิน 1 เซนติเมตรมักจะติดอยู่ที่ท่อน้ำดี ถ้าอุดตันน้ำดีก็จะผ่านไม่ได้ทำให้ตัวเหลือง ตาเหลือง หากติดเชื้อร่วมด้วยจะมีไข้หนาวสั่น หรือหากมีนิ่วอยู่ในถุงน้ำดีมากก็มีโอกาสที่ถุงน้ำดีจนเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่บริเวณดังกล่าวได้
     
        แต่การที่ก้อนิ่วขนาดใหญ่หายไปได้ทั้งๆที่มีขนาด 3.7 เซนติเมตร อาจเกิดขึ้นได้ 2 กรณีคือ นิ่วมีขนาดเล็กลง และท่อน้ำดีเปิดกว้างมากขึ้น
     
        เมื่อลงรายละเอียดก็จะยิ่งเห็นได้ชัดว่านิ่วในถุงน้ำดีมีขนาดเล็กลงจริงๆ โดยในบางรายจากเดิมมีขนาด 1.9 เซนติเมตร ลดลงเหลือ 1.2 เซนติเมตร
ภาพที่ 2 แสดงผลสำรวจอัลตร้าซาวด์นิ่วในถุงน้ำดีที่มีขนาดเล็กลงหลังผ่านหลักสูตรล้างพิษตับ
       นั่นหมายความว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่สามารถแก้ไขปัญหานิ่วในถุงน้ำดีได้โดยไม่ต้องมีการผ่าตัด!!!
     
       อันเดรียส์ มอริสต์
 ผู้ทรงอิทธิพลด้านการล้างพิษตับชาวเยอรมันได้กล่าวถึงกรณีที่นิ่วมีขนาดเล็กและนิ่มลงว่าเกิดจากน้ำผลไม้ เช่น น้ำแอปเปิ้ล ซึ่งมีกรดมาลิคที่ทำให้นิ่วนิ่มลง และการดื่มน้ำมันมะกอกทำให้ท่อน้ำดีเปิดกว้างและขับออกมา ในขณะเดียวกันน้ำดีที่ออกมาจำนวนมากด้วยการดื่มน้ำผลไม้ทำให้คุณภาพน้ำดีเปลี่ยนไปทำให้ตะกอนนิ่วเล็กลงและขับออกมาได้
     
       รศ.นพ.อนัน ศรีพนัสกุล อาจารย์แพทย์จากภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อธิบายว่า “คือเขาไปกระตุ้นน้ำดีออกมาเยอะๆ มันก็อาจจะ Flush หรือล้างออกมาได้ แล้วก็น้ำดีหลังจากที่อดอาหาร ทานแต่น้ำแอปเปิ้ลมันก็มีผล พวกวิตามินซี ทำให้น้ำดี อาจจะคุณภาพน้ำดีของคนๆนั้นเขาเปลี่ยนไป สมัยเก่าอาจจะเป็นน้ำดีชนิดที่พร้อมจะตกตะกอน เป็นนิ่วง่าย ก็กลายเป็นน้ำดีที่ดีขึ้นกว่าเก่า มันก็อาจจะมาละลายอยู่ตรงนี้ได้ แล้วพอมันเล็กลงมันก็มีโอกาสหลุดออกมาได้ ถ้ามันดีมากๆมันอาจจะละลายหมดไปเลยอย่างนี้ก็ยิ่งดี เป็นเล็กๆเลยหรือเป็นฝุ่นเป็นตะกอนเลยมันก็ออกมาได้ง่ายขึ้น”
     
        แม้จะเป็นวิธีที่น่ามหัศจรรย์เพราะเป็นการขจัดนิ่วขนาดใหญ่ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงเลย เพราะหากสมมุติเกิดนิ่วมีขนาดเล็กลงแต่เล็กลงไม่พอ แล้วปรากฏว่าระหว่างล้างพิษหรือหลังล้างพิษนิ่วเหล่านั้นถูกขับออกมาแล้วปรากฏว่าติดอยู่ที่ท่อน้ำดี ตรงนี้ก็ถือว่ามีอันตรายเกิดขึ้นได้เช่นกัน เพียงแต่ตามสถิติเท่าที่ผ่านมาคนที่โชคร้ายเช่นนี้ยังเกิดขึ้นน้อยมาก และมีคนโชคดีมากกว่า
     
        แม้แต่คนที่ผ่าตัดถุงน้ำดีแล้วก็ตาม ก็ยังมีโอกาสที่อาจจะมีตะกอนไขมันที่ออกมาจากตับติดค้างอยู่ในท่อน้ำดีได้ด้วยเช่นกัน
     
        นิ่วในถุงน้ำดี (gallstone หรือ choletihiasis) เป็นโรคของถุงน้ำดีที่พบได้บ่อย โดยที่นิ่วในถุงน้ำดีเกิดจากการตกผลึกของคอเลสเตอรอล เลซิทิน และกรดน้ำดี ซึ่งเป็นองค์ประกอบของน้ำดี เมื่อนิ่วผ่านลงมาในท่อน้ำดีก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้อง โดยเฉพาะในช่วงระหว่างมื้ออาหาร ในกรณีที่ก้อนนิ่วไปอุดตันส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบท่อน้ำดี จะทำให้เกิดอาการปวดบิดรุนแรง ที่เรียกว่า ไบเลียรี่ โคลิค (biliary colic) ผู้ป่วยที่มีนิ่วในถุงน้ำดียังมีอาการดีซ่าน ตัวเหลือง และอาจเกิดความผิดปกติของตับอีกด้วย
     
        ดังนั้นถ้าหลังล้างพิษตับแล้วมีอาการตัวเหลือง อันเดรียส์ มอริสต์ แนะนำให้ดื่มน้ำแอปเปิ้ลให้มากๆ เพื่อใช้กรดมาลิคจากแอปเปิ้ลไปลดขนาดของนิ่วให้ลดลง และหากเวลาผ่านไปเกิดอาการปวดท้องบิดรุนแรง หรืออาจมีไข้ร่วมด้วย ควรส่งตัวไปโรงพยาบาลจะดีที่สุด
     
        ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตคือหากผู้เข้าหลักสูตรล้างพิษที่ดื่มน้ำผลไม้น้อยหรือดื่มน้ำแอปเปิ้ลน้อย ก้อนไขมันที่ออกมาจากตับและถุงน้ำดีเหล่านี้มักจะแข็งตัวเมื่อขับถ่ายออกมา ซึ่งก็น่าจะมีความสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานในเรื่องวิตามินซีและคุณภาพของน้ำดีเปลี่ยนไปเมื่อมีน้ำผลไม้มากขึ้น
     
        โดยปกติเมื่อพบก้อนนิ่วติดค้างในถุงน้ำดี แพทย์แผนปัจจุบันจะนัดทำส่งกล้องแล้วเอาออกเลย ถ้าก้อนเล็กอาจขบแล้วใช้บอลลูนหรือเป็นตะกร้าไปสวมก้อนแล้วค่อยดึงออกมาเมื่อทำแล้วกลับบ้านได้เลย หรือรายที่เป็นก้อนใหญ่มากอาจใช้แสงเลเซอร์ยิงไปที่ก้อนให้สลายเล็กลงซึ่งใช้เวลานานและอาจผ่านตัดใส่ท่อน้ำดีให้ไหลผ่านได้ชั่วคราวแล้วนัดทำใหม่อีก 1-3 เดือน หรือไม่ก็ผ่าตัดเอาออกนอนอยู่โรงพยาบาลจนกว่าจะฟื้น
     
        ดังนั้นแม้การล้างพิษตับจะเป็นแพทย์ทางเลือก แต่ก็ต้องไม่ประมาทในการสังเกตอาการและพิจารณาเพื่อผสมผสานกับแพทย์แผนปัจจุบันด้วย

ที่มา : www.manager.co.th

วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

"พริกไทย" สมุนไพรป้องกันโรคอัลไซเมอร์

 พริกไทย หรือ พริกน้อย (Pepper) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper naอินเดีย และเป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันประเทศในอาเซียน อย่างเวียดนามได้กลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกพริกไทยรายใหญ่ที่สุดของโลกไปแล้ว ส่วนอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ก็ยังคงเป็นแหล่งผลิตพริกไทยที่สำคัญ
       พริกไทย จัดเป็นเครื่องเทศรสเผ็ดที่ใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยมาช้านาน มีตำรับอาหารมากมายที่จะขาดพริกไทยไม่ได้ เช่น แกงเลียง คั่วกลิ้ง และสำหรับการใช้เป็นยานั้น พริกไทยเป็นสมุนไพรที่ปรากฏอยู่ในตำรับยามากที่สุดชนิดหนึ่ง อาทิ ตำรับยาเลือด ตำรับยาแก้จุกเสียด ตำรับยาแก้กษัย ตำรับยาแก้ทางเสมหะ หอบหืด ตำรับยาแก้ซาง ตำรับยาแก้ริดสีดวง ซึ่งจะต้องมีพริกไทยเป็นตัวยาอยู่ด้วยเสมอ   ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า “เป็นที่น่าสังเกตว่า พริกไทย เป็นสมุนไพรที่ไม่ใช้เป็นยาตัวเดียวโดดๆ หรือแม้แต่ในการทำกับข้าวพริกไทยก็ยังต้องเข้าคู่กับเครื่องเทศอื่นๆ เช่น ปลาทอดขมิ้นก็ต้องใส่พริกไทยด้วย หรือ ยามหากำลังปลาช่อน ซึ่งเป็นยาบำรุงท่านชายในอดีต ก็เอาพริกไทยล่อนยัดท้องปลาช่อนเอาไปตากๆ ย่างๆ จนกรอบแล้วบดไว้ละลายน้ำผึ้งกิน  เช่นเดียวกับตำรับยาบำรุงเหงือกปลาหมอ หรือยาบำรุงบัวบก จะต้องมีพริกไทยอยู่หนึ่งส่วนต่อสมุนไพรเหล่านี้สองส่วน ดูเหมือนกับว่าพริกไทยเป็นสมุนไพรที่ต้องทำงานร่วมกับ สมุนไพรตัวอื่น จึงจะเกิดผลดีสูงสุด หมอยาพื้นบ้านมักจะสั่งสอนลูกศิษย์ว่า พริกไทยเป็นยาเสริมพลังยาตัวอื่นเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน เช่น ตำรับยาขับปัสสาวะต้องใส่พริกไทยลงไปด้วยเจ็ดเม็ด
       จากการศึกษาวิจัยสมัยใหม่พบว่า พริกไทยช่วยทำให้ระบบการดูดซึมสารอาหารและตัวยาต่างๆของร่างกายดีขึ้น เช่น เมื่อให้ขมิ้นชันร่วมกับพริกไทย จะทำให้สารเคอร์คิวมินและสารเบต้าแคโรทีนในขมิ้นถูกดูดซึมได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันพริกไทยจะออกฤทธิ์ต่อทางเดินอาหารได้ดี ก็ต้องมีพริกหรือขมิ้นอยู่ด้วย 
       พริกไทยเป็นสมุนไพรรสร้อน แก้โรคที่เกิดจากธาตุไฟพร่อง เช่น ช่วยย่อยอาหาร รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้โรคที่เกิดจากธาตุน้ำ และธาตุลมกำเริบ พริกไทยเป็นเครื่องยาที่ตามพระสูตรในพระพุทธศาสนาอนุญาตให้พระภิกษุเก็บไว้รักษาตัวได้ และยังอยู่ในตำรับยาของอายุรเวทที่ใช้กันมาประมาณ 4,000 ปี คือ ตรีกฎุก ซึ่งยาตำรับนี้ประกอบด้วย พริกไทย ดีปลี ขิงแห้ง จึงเหมาะเป็นตำรับยาในการดูแลสุขภาพในฤดูฝนซึ่งน้ำมากและเสมหะกำเริบได้ง่าย ส่วยในตำรับยาอายุรเวทของอินเดียมีการใช้พริกไทยทั้งในรูปแบบผงพริกไทยและสารต้มสกัดพริกไทย ในการรักษาแบบพื้นบ้านสำหรับโรคต่างๆ ตั้งแต่ อัมพฤกษ์ อัมพาต คอเจ็บ ไอ คออักเสบ จนถึงปวดฟัน ซึ่งเป็นสรรพคุณที่ใช้กันในยุโรปโบราณด้วยเช่นกัน 
       ปัจจุบันมีรายการศึกษาฤทธิ์ของพริกไทย พบว่าสารออกฤทธิ์ของพริกไทย คือ สารพิเพอรีน (Piperine) ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและลำไส้ทำงานดีขึ้น และกระตุ้นให้ระบบทางเดินอาหารหลั่งน้ำย่อยเพื่อย่อยโปรตีน ไขมัน และแป้ง โดยเฉพาะกลุ่มที่ย่อยโปรตีนได้จะมีมากเป็นพิเศษ ซึ่งสารพิเพอรีนนี้ ยังเพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น เซเลเนียม วิตามินบี เบต้าแคโรทีน เคอร์คูมิน รวมทั้งสารอาหารอื่นๆ และเนื่องจากเป็นสารให้ความร้อน จึงช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น เพิ่มการเผาผลาญอาหารต่างๆ ทำให้ร่างกายได้พลังงานมากขึ้น เพิ่มการผลิตสารในสมองที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข
       ฤทธิ์ที่สำคัญๆ ของสารพิเพอรีนในพริกไทย ยังรวมถึงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านการชัก ต้านมะเร็ง การที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระทำให้พริกไทยมีแนวโน้มว่า จะช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้ เนื่องจากมีการทดลองในหนูที่เซลล์ประสาทส่วนกลางของการรับรู้เสื่อม พบว่า หนูที่มีความจำเสื่อมนี้กลับมาเป็นปกติ นอกจากนี้ยังพบว่า สารสกัดด้วยน้ำของพริกไทยมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง  ฉะนั้นแกงเลียงซึ่งเป็นเมนูที่หนักพริกไทยจึงน่าจะเป็นอาหารต้านมะเร็งอีกอย่างหนึ่ง”
       อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าการรับประทานสารพิเพอรรีนในขนาดสูงร่วมกับอาหารที่มีไนไตรท์จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง สารไนไตรท์จะพบมากในอาหารที่ใช้สารกันบูดพวกโซเดียมไนไตรท์ และโปแตสเซียมไนไตรท์ และสารพวกดินประสิวที่ทำให้เนื้อมีสีแดง เช่น ไส้กรอก แหนม กุนเชียง หรือแม้แต่ผักที่เร่งปุ๋ยไนโตรเจนมากๆ จึงควรระมัดระวังในการรับประทาน ถ้าสามารถเลือกบริโภคผักที่ไม่ใช้สารเคมีและทำอาหารกินเองได้ ก็จะช่วยให้ได้ประโยชน์จากการกินพริกไทยได้มากทีเดียว
       นอกจากนี้ พริกไทย เป็นยาเพิ่มกำลังให้ยาตัวอื่นเช่นเดียวกับดีปลี มีคุณสมบัติทำให้การดูดซึมโอสถสารต่างๆ เข้าสู่ร่างกายสูงขึ้น ดังนั้น เมื่อใดกินยาตำรับที่มีพริกไทยหรือดีปลีต้องระวังการได้รับยาเกินขนาด มีการพบว่าคนที่กินยาแผนโบราณในกลุ่มยาแก้กษัยซึ่งมักจะใส่ยาร้อนลงไปด้วย หากได้รับยาต้านการเข็งตัวของเลือดด้วยจะมีผลทำให้เลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ได้
       ล้อมกรอบ
       ตำรับยาที่มีพริกไทยเป็นส่วนประกอบ
       ยาแก้ลมจุกเสียด
       ใช้ดีปลี 1 ส่วน, พริกไทย 1 ส่วน, กระวาน 1 ส่วน, กานพลู 1 ส่วน, หัสคุณ 1 ส่วน, ผิวมะกรูด 1 ส่วน เอาเท่าๆ กัน บดละลายน้ำร้อนกินครั้งละ 1 ช้อนชา แก้ลมแน่นอก จุดเสียดอาหารไม่ย่อยยาบำรุงธาตุประจำบ้าน
       ใช้กระชาย 3 บาท, ขมิ้น 3 บาท, พริกไทยล่อน 3 บาท, ลูกกระวาน 3 บาท, ว่านน้ำ 3 บาท ละลายด้วยน้ำผึ้งกิน ครั้งละ 1 - 2 ช้อนชา ช่วยบำรุงธาตุ ทำให้อายุยืน คนโบราณถือว่าเป็นยาประจำบ้าน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย กินหลังอาหารได้ทุกเวลา
       ยากำลัง (ห้ามสมณะฉัน)
       ใช้กล้วยน้ำสุก 1 หวี, เนื้อมะตูมสุก 5 ผล, พริกไทยล่อน 1 ตำลึง ยาทั้ง 3 อย่างนี้ ตำเข้าด้วยกันให้ละเอียดแล้วทำเป็นแผ่น ตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาใส่ขวดหรือใส่โหล เอาน้ำผึ้งรวงใส่ให้ท่วมยา ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ 2 อาทิตย์ แล้วนำมารับประทานวันละ 1 ช้อนกาแฟ
       ยาอายุวัฒนะ
       ใช้บอระเพ็ดหนัก 6 บาท, กระเทียมแกง 3 บาท, พริกไทยล่อน 2 บาท, ขิงแห้ง 1 บาท, ลูกยอหนักเท่ายาทั้งหลาย, ยาดำหนัก 3 บาท ยาทั้งหมดตากแดดให้แห้ง ทำเป็นยาผง รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา  วันละ 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้งก็ได้ ละลายน้ำผึ้งรับประทานหนึ่งเดือน โรคภัยหายหมด จะมีผิวพรรณวรรณะผ่องใส กลับเป็นหนุ่มเป็นสาว
       ยามหากำลังปลาช่อน
       ใช้ปลาช่อนตัวโตๆ ทั้งเกล็ด เอาพริกไทยล่อนยัดท้องปลาให้เต็ม แล้วนำไปย่างไฟพอควร จากนั้น นำไปตากแดด พอแห้งดีนำไปย่างไฟอ่อนๆ ให้แห้งกรอบ แล้วนำไปบดให้ละเอียด ละลายน้ำผึ้ง ปั้นลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 เวลา ท่านชายจะมีกำลังวังชา
       ยาบำรุงกำลังไข่ลวก
       ใช้พริกไทยป่น 1 ช้อนชาพูนๆ กับเกลือเล็กน้อย ผสมไข่ลวก 2 ฟองกับน้ำร้อน ตีให้แตก กินทุกเช้า ท่านชายจะมีกำลังวังชา
       ยาแก้เสมหะ และหอบ
       ใช้ตรีกฎุก 1 ส่วน, สมอไทย 1 ส่วน, เกลือสินเธาว์ 1 ส่วน ตำเป็นผงละลายน้ำร้อน หรือน้ำส้มงั่ว น้ำส้มซ่า น้ำมะกรูด น้ำขิง น้ำตะไคร้ก็ได้

ที่มา : www.manager.co.th

สีของอุจจาระ บอกสุขภาพ

สีของอุจจาระ

สีของอุจจาระขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณทานเข้าไปและปริมาณของน้ำดี (bile) ในอุจจาระ น้ำดีคือของเหลวสีเขียวๆจากถุงน้ำดีที่มีหน้าที่ช่วยย่อยไขมัน ซึ่งจะถูกเอนไซม์ต่างๆทำปฏิกิริยาด้วย เลยเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลระหว่างที่ไหลลงมาตามระบบทางเดินอาหาร

ดังนั้น อุจจาระที่ปกติมักจะมีสีอยู่ระหว่างเขียว-เหลือง-น้ำตาล

  • หากอุจจาระเป็น สีเขียวเข้ม อาจจะหมายความว่า อาหารได้ไหลผ่านระบบทางเดินอาหารเร็วเกินไป (เช่นเวลาท้องร่วง) จนน้ำดียังไม่ได้มีปฏิกิริยากับ เอนไซม์และ ยังไม่ได้เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นน้ำตาล หรือ คุณได้ทานผักสีเขียวในปริมาณมาก หรือทานอาหารเสริมธาตุเหล็ก

  • หากอุจจาระเป็น สีขาว หรือ สีอ่อนมากๆ อาจจะหมายความว่า - อุจจาระไม่มีน้ำดี ซึ่งอาจจะหมายความว่ารูทางออกของถุงน้ำดีมีอะไรไปอุดไว้ - คุณอาจจะทานยาบางตัวที่มี bismuth subslicylate มากเกินไปซึ่งยากลุ่มนี้จะพบได้มากในยาแก้ท้องร่วง

  • หากอุจจาระเป็น สีเหลือง มีน้ำมันและ มีกลิ่นเหม็นมาก อาจจะหมายความว่า อุจจาระมีไขมันมากเกินไป ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับปัญหาในระบบดูดซึมสารอาหารและควรจะพบแพทย์

  • หากอุจจาระเป็น สีดำ อาจจะหมายความว่า มีเลือดไหลในอวัยวะทางเดินอาหารช่วงบน เช่น กระเพาะ หรือ คุณทานอาหารเสริมธาติเหล็ก หรือ ทาน black licorice เข้าไป

  • หากอุจจาระเป็น สีแดงสด อาจจะหมายความว่า มีเลือดไหลในอวัยวะทางเดินอาหารช่วงล่าง เช่นลำไส้ใหญ่ เป็นโรคริดสีดวงทวาร หรือ คุณได้ทานอาหารที่มีสีแดงเช่น แครนเบอรี่ บีทส์ น้ำมะเขือเทศ หรือเยลลี่สีแดง

นอกจากนี้
- ถ้าอุจจาระเป็น สีน้ำตาลดำ ลักษณะหนืดเหนียว จมน้ำ แสดงว่าคุณทานเนื้อสัตว์มาก
- ถ้าคุณกินผักมาก อุจจาระจะเป็น สีเขียวขี้ม้า
- ถ้าคุณกินมะละกอ อุจจาระก็จะออก สีแดงๆ
- ถ้าคุณกินธัญพืชและข้าวซ้อมมือมาก อุจจาระจะออก สีน้ำตาลอ่อนและลอยน้ำได้
- ถ้าถ่ายแล้วแสบก้น แสดงว่าคุณกินพริกมากเกินไป
- ถ้ามีคราบไขมันลอย ให้สำรวจตัวเองว่าคุณกินอาหารมันเกินไปหรือเปล่า
- ถ้า อุจจาระยังมีชิ้นส่วนที่บ่งบอกได้ว่ากินอะไรเข้าไป เช่น เศษมะเขือเทศ ข้าวฟ่างลอยเป็นเมล็ด ข้าวโพดที่ยังดูเป็นข้าวโพด แสดงว่าคุณน่าจะเคี้ยวอาหารให้ละเอียดขึ้น















รสชาติฉี่ของคน

ไม่ว่าใครจะเกิดมา“กินเพื่ออยู่” หรือ “อยู่เพื่อกิน”  แต่ทุกคนต้องขับถ่ายออกมา มีทั้งการปัสสาวะและอุจจาระ
              สำหรับการปัสสาวะและอุจจาระของคน ที่เป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ สิ่งที่หลายๆคนรังเกียจทั้งๆที่เป็นคนขับถ่ายออกมาเองนั้น มันสามารถบอกสุขลักษณะและสะท้อนปัญหาการกินของคนๆนั้นได้โดยทาง “ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ” จ.นครนายก ได้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ ผ่านเอกสาร “ปัสสาวะและอุจจาระวิทยา” ดังนี้
              โดยปัสสาวะวิทยา ระบุว่า รสชาติฉี่ของคน สามารถเป็นเครื่องบ่งชี้การเป็นโรคของอวัยวะในได้ โดย
  • ฉี่รสชาติเค็ม บ่งชี้ถึงการเป็นโรคไต
  • รสขมบ่งชี้ถึงการเป็นโรคหัวใจ
  • รสเปรี้ยวบ่งชี้การเป็นโรคตับ
  • รสหวาน บ่งชี้การเป็นโรคที่ตับอ่อน
  • รสฝาดหรือเฝื่อนบ่งชี้ว่ากล้ามเนื้อบกพร่อง
  • และรสกลมกล่อมซึ่งไม่ได้หมายถึงรสอร่อย หากแต่หมายถึงการผสมทุกรสกัน ทั้ง เค็ม หวาน ขม เปรี้ยว ฝาดเฝื่อน นั่นหมายถึง การบกพร่องของอวัยวะทุกส่วน
      
       ส่วนปัสสาวะที่ดี จะมีรสเหมือนน้ำเปล่า หรือรสเหมือนน้ำชา
      
       ขณะที่เรื่องของอุจจาระวิทยานั้น สามารถสะท้อนปัญหาในเรื่องการกินออกมาได้อย่างน่าคิด โดยอุจจาระของคนเรานั้น มี 7 แบบ ได้แก่
      
       1. เป็นขี้แพะก้อนเล็กและแข็งมาก
       2. เป็นก้อนแข็งเหมือนกระสุนขนาดใหญ่
       3. เป็นแท่งเหมือนไส้กรอก ผิวมีรอยแตก
       4. เป็นแท่งยาว นิ่ม ผิวเรียบ ส่วนปลายแหลมเหมือนหางงู
       5. นิ่มมากแต่คงรูปได้
       6. เหลว ไม่คงรูปร่าง
       7. เป็นน้ำ
      
       ทั้งนี้ศูนย์ภูมิรักษ์ได้ระบุว่าอุจจาระแบบที่ 4 แสดงถึงสุขภาพที่ดีที่สุดของคนเรา
      
       ด้านสีของอุจจาระก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมการกินได้ โดยศูนย์ภูมิรักษ์แบ่งสีของอึหรืออุจจาระเป็น 4 ลำดับ คือ
      
       1.ดำ แสดงผลว่าอาจมีเลือดออกในกระเพราะหรือลำไส้
       2. น้ำตาล แสดงผลว่ากินเนื้อมากกว่าผักผลไม้
       3 น้ำตาลอมเหลือง แสดงผลว่ากินเนื้อสมดุลกับผัก ผลไม้
       4 เขียว แสดงผลว่ากินผักสดและผลไม้มากกว่าเนื้อสัตว์
      
       ทั้งนี้ลำดับอุจจาระที่ถือว่าร่างกายไม่สะสมพิษ คือ ลำดับที่ 3 และ 4
      
       ส่วนความรู้สึกในการขับถ่ายที่ดี ทางอุจจาระวิทยาได้ให้ข้อมูลว่ามีดังนี้
      
       1. เกิดความรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระเป็นเวลา
       2. ไม่ต้องเบ่งจนหน้าดำหน้าแดง
       3. อุจจาระจะขับออก แบบลื่นไหลไม่สะดุด
       4. หลังถ่ายอุจจาระแล้วรู้สึกสบาย
              และนั่นคือปัสสาวะและอุจจาระวิทยาที่สะท้อนถึงเรื่องสุขภาพและปัญหาการกิน ซึ่งผู้สนใจสามารถพิสูจน์โรคจากฉี่คงต้องกลั้นใจหรือทำใจลำบากหน่อย เพราะเรื่องรสชาติของฉี่ถือเป็นเรื่องที่ยากต่อการพิสูจน์ของคนจำนวนมาก ส่วนใครที่อยากรู้สุขภาพจากอึก็สามารถพิสูจน์สีดูกันได้

เลือด...ของเหลงมหัศจรรย์แห่งชีวิต

เรายังอยู่กันที่รายการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ เพื่อบ่งชี้สภาวะการทำงานของตับ (Liver function test ) วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ 2 รายการสุดท้าย คือ Total billirubin และ Direct billrubin ซึ่งมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับภาวะที่เรียกว่า “ตัวเหลือง ตาเหลือง” กันอย่างไร

            คำว่า “บิลิรูบิน (Billirubin)” เป็นสารสีเหลืองในน้ำดี บิลิรูบินเกิดขึ้นจากการสลายตัวขององค์ประกอบบางอย่างในเม็ดเลือดแดง โดยปกติเม็ดเลือดแดงจะมีอายุขัยประมาณ  120 วัน เมื่อหมดอายุจะถูกทำลายโดยม้าม ทำให้เกิดการสลายส่วนประกอบที่สำคัญที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ที่อยู่ภายในเม็ดเลือดแดง โดยส่วนของโปรตีนจะถูกสลายเป็นกรดอะมิโนเพื่อนำกลับไปใช้ใหม่ในร่างกาย และเหลืออีกส่วนที่เรียกว่า ฮีม (Heme) ซึ่งจะละลายน้ำไม่ได้ จึงต้องจับกับโปรตีนอัลบูมิน (ที่กล่าวถึงไว้ในฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2554) เพื่อขนส่งไปในกระแสเลือดไปยังตับ

            ในช่วงก่อนที่จะไปถึงตับ จะเรียกบิลิรูบินชนิดนี้ว่า Indirect billirubin และเมื่อไปถึงตับ จะมีกระบวนการในการจับกรดกลูคูโรนิก (Glucuronic acid) ทำให้มีคุณสมบัติในการละลายน้ำได้ดีและมีสีเหลือง ในขั้นตอนนี้ จึงเรียกใหม่ว่าDirect billirubin หรือบางห้องปฏิบัติการอาจใช้คำว่า Conjugated billirubin แทนก็ได้ หลังจากนั้น จะมีการขับออกทางน้ำดี เข้าสู่ลำไส้เล็กและขับออกทางลำไส้ใหญ่ปนกับกากอาหารต่อไป ดังนั้น หากมีความปกติเกิดขึ้นที่ตับหรือท่อทางเดินน้ำดี ทำให้มีการเอ่อท้นเข้าสู่กระแสเลือดและจะถูกขับออกทางไตในรูปของปัสสาวะ ซึ่งหากมีการเจาะเลือดตรวจรายการDirect billirubin ก็จะพบว่ามีค่าสูงขึ้นได้ อีกทั้งหากเกิดกรณีที่มีการแตกของเม็ดเลือดแดงเป็นจำนวนมากจากโรคหรือพยาธิสภาพบางอย่าง ก็ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการคั่งของบิลิรูบิน ทั้งในส่วนที่เป็น Indirect billirubin และ Direct billirubin ทำให้เกิดผลรวมที่เรียกว่า Total billirubin ปริมาณมากในกระแสเลือดและไปสะสมที่บริเวณผิวหนังและตาขาว ทำให้ลักษณะอาการที่เรียกว่า ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง หรือเรียกว่า “ดีซ่าน (Jaundice)” นั่นเอง

            ท่านผู้อ่านคงจะสังเกตเห็นว่า ในใบส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการจะมีเพียง 2 รายการ คือ Total billirubin และDirect billirubin ซึ่งจะไม่มีการตรวจค่า Indirect billirubin ที่เป็นค่าจริง แต่หากต้องการทราบค่านี้ จะอาศัยการคำนวณโดยนำค่า Total billirubin มาหักลบด้วยค่า Direct billirubin แทน สำหรับค่าปกติของ Total billirubin  จะเท่ากับ 0.5-1.2 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร (ในใบรายงานผลจะเรียกว่า มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร; mg/dl) ในขณะที่ค่าของ Total billirubin จะอยู่ระหว่าง 0.1-0.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

ค่า Total billirubin ที่สูงกว่าปกติ อาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของตับ เช่น ตับอักเสบ ตับแข็ง หรือมีการติดเชื้อ ความผิดปกติในการทำงานของไต สภาวะที่มีการทำลายเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ รวมไปถึงในกรณีที่มีตัวเหลืองตาเหลืองในเด็กทารกแรกเกิด เนื่องจากตับยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดเอนไซม์ที่ช่วยในการเปลี่ยน Indirect billirubin ให้เป็น Direct billirubin ได้ดีพอจึงจะเห็นว่าต้องมีการนำทารกไปเข้าตู้เพื่อส่องไฟ เพื่อให้แสงช่วยในการทำปฏิกิริยาให้บิลิรูบินเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่ละลายน้ำได้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถขับออกนอกร่างกายต่อไป

สำหรับการที่ค่า Direct billirubin สูงกว่าปกตินั้นอาจเป็นไปได้จากการมีก้อนนิ่วในถุงน้ำดี หรือการเกิดมะเร็งที่ตับ ที่มีผลทำให้ท่อทางเดินน้ำดีเกิดสภาวะอุดตัน ทำให้ไม่สามารถขับออกได้ จึงเอ่อท้นเข้าสู่กระแสเลือด

หวังว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามเนื้อหาในคอลัมน์นี้มาโดยตลอด จะสามารถใช้ความรู้ต่างๆเหล่านี้ ในการรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะในร่างกาย โดยสามารถใช้ผลการตรวจเลือดเป็นเสมือนลายแทงที่บ่งชี้สถานะทางสุขภาพของทุกท่าน อันจะนำไปสู่การดูแลและสร้างเสริมสุขภาพของพวกเราให้ดีไปได้โดยตลอดนะครับ

แหล่งข้อมูล:

Hospital & Healthcare.  ปีที่ 5 ฉบับที่ 43 เดือนเมษายน 2554: หน้า 4.

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

สูตรผสมผสาน "ล้างพิษตับ" เยอรมัน ไต้หวัน และไทย ให้มีประสิทธิภาพ (ตอนที่ 4) : เทคนิคการดื่มน้ำมันมะกอก


ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
      
       แม้ว่าสูตรล้างพิษตับในต่างประเทศอาจจะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันแทบทุกประการคือขั้นตอนการล้างพิษตับทั้งในเยอรมัน ไต้หวัน และประเทศไทยต่างก็ใช้น้ำมันมะกอกชนิดบีบเย็นกันทั้งสิ้น
      
        และข้อที่เหมือนกันประการถัดมาคือ ทั้ง 3 ประเทศต่างก็ดื่มน้ำมันมะกอกตอนเวลา 22.00 น.เหมือนกัน จะมีเพิ่มขึ้นมาหน่อยก็ตรงที่ไต้หวันมีการแบ่งดื่ม 2 รอบ รอบแรกดื่มตอน 22.00 น. รอบที่สองดื่มตอน 8.00 น.
      
        น้ำมันมะกอก ที่จะใช้นั้นต้องเป็นแบบบริสุทธิ์บีบเย็น (Cold Press) หรือที่เรียกว่า Pure Extra Virgin Olive Oil 
เป็นน้ำมันมะกอกบริสุทธ์ที่มีคุณค่าดีที่สุด สกัดโดยไม่ผ่านกระบวนการเคมีแต่อย่างใด เพียงแค่ใช้วีธีบีบเย็น มีสีเขียวหรือสีเหลืองทอง ให้กลิ่นและรสแรง ถือว่ามีคุณสมบัติดีที่สุดเหมาะสำหรับการดื่มเพื่อล่อให้น้ำดีออกมา
      
        น้ำมันมะกอก มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหนึ่งตำแหน่งเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเป็นกรด โอเลอิค ถึงร้อยละ 71 เป็นกรดไขมันอิ่มตัวประมาณร้อยละ 16 และเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่งร้อยละ 11
      
        น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันชนิดที่ทนทานต่อกระเพาะได้มากที่สุด เนื่องจากมีกรดโอเลอิคอยู่ในปริมาณสูง จึงมีผลในการช่วยป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบและอาการอักเสบที่กระเพาะและลำไส้ตอนต้น ช่วยลดแผลในกระเพาะและลำไส้ได้
       น้ำมันมะกอกยังมีประโยชน์ต่อระบบน้ำดี และยังเป็นยาระบายอ่อนๆอีกด้วย
      
        น้ำมันมะกอก ช่วยภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว (arteriosclerosis) ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว หัวใจวาย ไตวาย เส้นเลือดในสมองแตก และยังสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ในขณะเดียวกันจะไม่ทำให้คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดระดับลง ช่วยการดูดซึมแร่ธาตและแคลเซียมได้ดีทำให้ป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ และยังช่วยป้องกันเนื้องอกที่เกิดกับอวัยวะบางส่วน (เต้านม ต่อมลูกหมาก ลำไส้ใหญ่ ปีกมดลูก) เพราะกรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันมะกอกนี้ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ และหากนำมาทาที่ผิวหนังวิตามินอีในนั้นมะกอกก็จะช่วยทำให้ผิวหนังก็จะทำให้มีความยืดหยุ่นลดริ้วรอยเหี่ยวย่น อีกทั้งยังช่วยให้ระบบการเผาผลาญอาหารภายในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ส่งผลทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง
      
        สูตรของ อันเดรียส์ มอริสต์ ชาวเยอรมันดื่มน้ำมันมะกอกเวลา 22.00 น. รอบเดียว โดยดื่มปริมาณน้ำมันมะกอก 125 ซีซี ผสมกับน้ำผลไม้ ซึ่งใช้ น้ำมะนาวและน้ำส้มผสมกัน หรือ ใช้เกรพฟรุ๊ต ในประมาณ 187.5 ซีซี ปิดฝาให้แน่น แล้วเขย่าแรงๆ 20 ครั้ง แล้วดื่มให้หมดภายใน 5 นาที หลังจากนั้นให้นอนนิ่งๆ ตะแคงขวาหรือยกหัวสูงประมาณอย่างน้อย 20 นาที
      
        สูตรของไต้หวัน ดื่มน้ำมันมะกอก 2 รอบ โดยดื่มรอบแรกเวลา 22.00 น. ด้วยปริมาณน้ำมันมะกอก 120 ซีซี ผสมกับน้ำที่ผสมกับผงแอปเปิ้ล 1ซองผสมน้ำเปล่าในปริมาณ 120 ซีซี และนอนตะแคงขวาหรือยกหัวสูงทันทีต่ออีก 40 นาที ถึง 1 ชั่วโมง และดื่มรอบที่สองในเวลา 8.00 น.ของเช้าวันรุ่งขึ้น ด้วยการดื่มน้ำมันมะกอก 80 ซีซี ผสมกับผงแอบเปิ้ล 1 ซองผสมน้ำเป่าในปริมาณ 120 ซีซี และนอนตะแคงขวาหรือยกหัวสูงต่ออีก 40 นาที
      
        สูตรของไทย (ตามสูตรของ อ.ขวัญดิน สิงห์คำ) ดื่มรอบเดียวคือดื่มในเวลา 22.00 น. โดยดื่มน้ำมันมะกอก 150 ซีซี ผสมกับน้ำมะนาว 150 ซีซี
      
        สรุปก็คือใน 3 สูตรนี้ ของประเทศไทยดื่มน้ำมันมะกอกมากที่สุดถึง 150 ซีซี แต่ถ้านับการดื่มรวมทุกแก้วในการล้างพิษตับ 1 รอบ ของไต้หวันดื่มมากที่สุดถึง 200 ซีซี แต่ถ้านับปริมาณแต่ละแก้ว ต้องถือว่าทั้งที่ไต้หวันและเยอรมันดื่มในปริมาณใกล้เคียงกันคือมีน้ำมันมะกอกประมาณ 120 - 125 ซีซี เท่านั้น ส่วนของประเทศไทยดื่มในปริมาณมากสุดในแก้วเดียวถึง 150 ซีซี จะว่าไปแล้วดื่มมากกว่าสูตรชาวเยอรมันที่ใช้กับฝรั่งเสียอีก
      
        เพราะการดื่มน้ำมันมะกอก ในการล้างพิษตับไม่ใช่การดื่มเพื่อเข้าไปล้างในตับหรือถุงน้ำดี แต่เป็นการล่อน้ำดีออกมาหลั่งเพื่อช่วยย่อยน้ำมันมะกอกเท่านั้น ดังนั้นเพียงแค่เริ่มต้นดื่มน้ำมันมะกอกท่อน้ำดีก็จะเริ่มขยายตัวแล้ว ยิ่งเมื่อดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยว ไม่ว่า แอปเปิ้ล มะนาว ส้ม เกรพฟรุ๊ต ก็ล้วนแล้วแต่ออกฤทธิ์เป็นกรดทั้งสิ้นก่อนเกิดการย่อยสลายหลังจากย่อยสลายแล้วจึงออกฤทธิ์เป็นด่าง (อ้างอิงปฏิวัติสุขภาพด้วยธรรมชาติบำบัด กิน-ดื่มด่าง ล้างพิษตับ เล่ม1) ดังนั้นเมื่อดื่มน้ำผลไม้เหล่านี้ผสมกับน้ำมันมะกอก ร่างกายจะปรับสภาพความเป็นด่างด้วยการหลั่งน้ำดีซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างประมาณ pH 7.5 - 8.8 จึงหลั่งออกมาเพื่อลดความเป็นกรดจากน้ำผลไม้รสเปรี้ยว และช่วยปรับสภาพแวดล้อมเพื่อให้ตับอ่อนหลั่งเอนไซม์ไลเปสเพื่อย่อยน้ำมันมะกอกนั่นเอง
ภาพที่ 1 สูตรผสมการดื่มน้ำมันมะกอก 100 ซีซี ผสม น้ำมะนาว 50 ซีซี น้ำส้ม 50 ซีซี เอามาผสมรวมกัน 200 ซีซี แล้วดื่มในเวลา 22.00 น.
       ในความเห็นของผมแล้วการดื่มน้ำมันมะกอกต้องดูว่าแต่ละคนเหมาะจำนวนเท่าไหร่ ถ้าเป็นคนตัวใหญ่การดื่มน้ำมันมะกอก 150 ซีซี อาจไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถ้าทั่วไปเมื่อเทียบกับชาวเยอรมันซึ่งเป็นฝรั่งและตัวสูงใหญ่กว่าไทยดื่มในปริมาณ 125 ซีซี โดยเฉลี่ยแล้ว ก็จะไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยซึ่งตัวเล็กว่าจะดื่มในปริมาณ 100 ซีซี แต่ถ้าคนที่มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ หรือ ธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำแฝงก็อาจดื่มน้ำมันมะกอกได้เพียงแค่ 75 ซีซี ก็เพียงพอแล้ว เพราะคนที่มีอาการดังกล่าวมีการใช้พลังงานแปลงไขมันออกมาเป็นฮอร์โมนและน้ำดีได้น้อย ดังนั้นการดื่มไม่ให้มากเกินไปจะปลอดภัยมากกว่า และสำหรับผู้ที่สูงวัยมากๆกำลังขับน้อย ก็อาจดื่มน้ำมันมะกอกเล็กน้อยเพียง 50 ซีซี แล้วทยอยดื่ม 4 วันติดต่อกันก็ได้
      
        ส่วนน้ำผลไม้ที่ผสมในน้ำมันมะกอกก็ไม่จำเป็นต้องเป็นมะนาวอย่างเดียว เพราะอาจทำให้ดื่มยากเพราะบาดคอและกลิ่นแรงมาก ดังนั้นขอให้เป็นผลไม้รสเปรี้ยวก็ถือเป็นอันใช้ได้ เช่น น้ำส้มผสมกับน้ำมะนาวอย่างละครึ่งๆ , น้ำแอปเปิ้ล, เกรพฟรุ๊ต และหากบาดคอมากอาจตบท้ายด้วยการจิบน้ำมะนาว + น้ำส้มผสมน้ำผึ้งใส่เกลือเล็กน้อย แล้วบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าตามอีกครั้ง
      
        แม้น้ำมันมะกอกจะเป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติที่ดีที่สุดสำหรับการล้างพิษตับ แต่บางคนก็อาจจะแพ้น้ำมันมะกอก หรือไม่สามารถที่จะดื่มได้ ดังนั้น อันเดรียส์ มอริสต์ ผู้ทรงอิทธิพลในการล้างพิษตับชาวเยอรมัน ได้เสนอทางเลือกที่จะใช้น้ำมันประเภทอื่น ได้แก่ น้ำมันแมคาดาเมีย น้ำมันเมล็ดองุ่นบีบเย็น น้ำมันทานตะวัน เป็นต้น ห้ามใช้น้ำมัน แคนโนลา, น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันที่ผ่านกรรมวิธี
       
        เพียงเราเข้าใจถึงหลักการในการล้างพิษตับมา 4 ตอนข้างต้นนี้แล้ว เราก็จะสามารถปรับปรุงและประยุกต์ในการล้างพิษตับให้เหมาะกับตัวเอง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.manager.co.th
       

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สูตรผสมผสาน "ล้างพิษตับ" เยอรมัน ไต้หวัน และไทย ให้มีประสิทธิภาพ (ตอนที่ 3) : ไม่ทำดีท็อกซ์ได้ไหม?

       ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
      
       ตั้งแต่สมัยโบราณ การทำความสะอาดของลำไส้มีอยู่ 2 วิธี ได้แก่ การใช้ยาฉีดสวนทวารหนัก (enema) และยาถ่าย (Catharitics) ชาวอินเดียแดงใช้ยาถ่ายที่ทำจากสมุนไพรผสมกับยา แต่เครื่องมือที่พบนั้นใช้สำหรับการสวนทวารและการให้อาหารผ่านทางหลอดเลือด มีหลักฐานอันเก่าแก่ระบุว่า ชาวอียิปต์มีทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ด้วยของเหลวสำหรับการสวนทวารหลายชนิดทั้งน้ำดีจากวัว โดยในแต่ละเดือนมีการสวนทวาร 3 วันติดต่อกันเพื่อป้องกันโรคที่อาจเกี่ยวเนื่องกับอาหาร
      
        ในราวปี พ.ศ. 739 ฉางจุงฉิน ผู้เป็นบิดาแห่งการแพทย์ของจีน ได้บันทึกเอาไว้ว่า เขาชอบใช้วิธีการสวนทวารมากกว่าการกินยาถ่าย 
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะวิธีนี้สะดวกรวดเร็วและได้ผลดีกว่า คำว่า enema นี้มาจากภาษากรีก แปลว่า "ส่งเข้า" เพราะชาวกรีกโบราณนิยมสวนทวารด้วยของเหลวพื้นคือน้ำเกลือ ซึ่งการใช้น้ำเกลือก็สอดคล้องกับการล้างลำไส้ในแพทย์แผนปัจจุบัน 
      
        แม้แต่ในยุโรปก็เคยมีการใช้สวนทวารล้างลำไส้ในการบำบัดรักษาโรคในศตวรรษที่ 18 อีกด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไปดูเหมือนว่ามนุษย์จะใช้ยาถ่ายที่มีความสะดวกมากกว่า
ภาพที่ 1 หลักฐานภาพลายเส้นแสดงการสวนทวารล้างลำไส้ enema ในศตวรรษที่ 18
       แต่ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ทำกันมานาน แต่เป็นความลำบากใจของผู้ที่เข้าหลักสูตรล้างพิษตับจำนวนไม่น้อยและทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ยังไม่กล้าเข้าอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อล้างพิษนั้นก็คือ ความหวาดกลัวกับการการสวนทวารแล้วเอาน้ำเข้าไปล้างลำไส้ที่เรียกว่าอีนีม่า (Enema) ซึ่งคนไทยนิยมเรียกว่าการดีท็อกซ์ (Detox)แทน เหตุก็เพราะว่าสมัยก่อนที่จะมีหลักสูตรล้างพิษตับนั้นมีความเชื่อว่าการใช้น้ำกาแฟในการสวนทวารล้างลำไส้นั้นสามารถกระตุ้นในตับขับพิษออกมาได้ แต่ต่อมาอาจมีคนท้วงติงฤทธิ์คาเฟอีนที่อาจมีผลเสียที่ลำไส้มีการดูดกลับด้วย จึงเห็นว่าน่าจะใช้น้ำอุ่นมากกว่าโดยเฉพาะน้ำที่มีฤทธิ์ด่างในการสวนทวารล้างลำไส้
      
        จนเกิดคำถามมาจำนวนไม่น้อยว่าไม่สวนทวารล้างลำไส้ได้ไหม?
ภาพที่ 2 อุปกรณ์ที่ใช้ในการสวนล้างในยุคปัจจุบัน ซ้ายมือคือขวดที่นิยมในการใช้สวนทวารล้างลำไส้ ขวามือคือแบบถุงที่ใช้ในการสวนทวารล้างลำไส้
       คำตอบคือ "ได้เหมือนกัน" ... แต่อาจก่อผลร้ายตามมาได้ด้วยในระหว่างการล้างพิษ เพราะเมื่อพิจารณาดูแล้วตัวอย่างกรณีการล้างพิษตับที่ไต้หวันเมื่อใช้เอนไซม์ผงที่ใช้ในการล้างลำไส้แล้วก็ไม่ได้มีการใช้ดีเกลือหรือการสวนล้างแต่ประการใด แต่เมื่อมีการทดลองโดยผมซึ่งเดินทางไปล้างพิษตับกับพลตรีจำลอง ศรีเมือง และคณะที่ไปทดลองล้างพิษตับที่ไต้หวันแล้ว ก็รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว บางคนปวดหัว บางคนอ่อนเพลีย เพราะพิษที่ออกมาจากตับซึ่งระหว่างเดินทางออกจากลำไส้นั้นใช้เวลานานทำให้ลำไส้มีการดูดสารพิษที่ขับออกมาจากตับ ดังนั้นหากไม่มีการสวนล้างแล้วปล่อยให้มีการถ่ายตามธรรมชาติด้วยยาถ่ายก็อาจจะต้องยอมรับในการดูดกลับของสารพิษเหล่านี้บางส่วนด้วย ส่งผลทำให้การขับสารพิษออกมาได้น้อยกว่าการสวนล้างลำไส้ เพราะถ้าใช้การสวนทวารล้างลำไส้เข้าช่วยแล้วก็จะช่วยกระตุ้นทำให้การนำพิษออกจากลำไส้เร็วขึ้น
ภาพที่ 3 เอนไซม์ผงใช้สำหรับผสมน้ำเพื่อล้างลำไส้ที่ไต้หวันโดยไม่มีการสวนทวารล้างลำไส้
       โดยเฉพาะภายหลังการดื่มน้ำมันมะกอกแล้วต้องบอกเลยว่า หากไม่มีการสวนทวารล้างลำไส้แล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจากตับนั้นอาจไม่ได้ออกมาตามเวลาที่เรากำหนดเอาไว้เช่น 06.00 น. หรือ ในเวลา 10.00 - 10.30 น. นั่นหมายความว่าสารพิษที่ละลายในไขมันอาจอยู่ในลำไส้ที่ดูดกลับนานกว่าปกติ
      
        การสวนทวารล้างลำไส้จึงเปรียบเสมือนการแข่งกับเวลาว่าพิษที่ออกมาจากตับนั้น กลไกไหนจะเร็วกว่ากันระหว่าง "การขับถ่ายพิษออก" หรือ "การที่ลำไส้ดูดพิษกลับ" ดังนั้นการสวนล้างลำไส้จึงเป็นวิธีที่กระตุ้นที่เร่งการขับพิษให้ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด
      
        เรายังพบปัญหาของคนจำนวนมากว่าระหว่างการล้างพิษตับ ผู้ที่ได้รับผลกระทบเช่นน้ำเหลืองไหล ผื่นพิษขึ้น ลมพิษ ฯลฯ มักจะเกิดกับคนที่ขาดวินัยในการสวนล้างลำไส้ตามกำหนดระยะเวลาโดยเฉพาะในช่วงเช้าที่ต้องทำก่อน 7.00 น. ในทางตรงกันข้ามเมื่อเกิดอาการปวดหัวในระหว่างล้างพิษ หรือ เกิดลมพิษในระหว่างการอดอาหารก็มักจะพบว่าอาการเหล่านี้จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมีการสวนทวารล้างลำไส้
      
        มีความกังวลอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับการติดเชื้อจากการสวนทวารล้างลำไส้ ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากก็เพียงแค่ทำความสะอาดขวดและสายยางซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการสวนล้างให้สะอาดก็ใช้ได้แล้ว
      
        บางคนก็มีความกังวลว่าการสวนทวารล้างลำไส้นั้นเป็นการฝืนกลไกการทำงานปกติของลำไส้หรือไม่ จนทำให้พฤติกรรมเราเปลี่ยนแปลงไปไม่สามารถขับถ่ายเองได้ แต่ความจริงแล้วการสวนล้างในช่วงล้างพิษนั้นเป็นการทำความสะอาดลำไส้ที่เราไม่เคยทำมาก่อน และเป็นการเร่งเอาสารพิษและกากอาหารที่หมักหมมอยู่นาน หรือพิษที่ถูกขับออกมาจากตับให้ออกจากลำไส้ให้เร็วที่สุดในเวลาที่กำหนด ดังนั้นหากพ้นจากหลักสูตรไปแล้วก็ให้ทำการสวนทวารล้างลำไส้หลังจากขับถ่ายปกติเสร็จสิ้นก่อน เพื่อให้กลไกการขับถ่ายเป็นปกติ และให้ถือการสวนทวารล้างลำไส้เป็นขั้นตอนทำความสะอาดลำไส้เพิ่มเติม
      
        โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการล้างลำไส้แล้วในช่วงแรกในลำไส้อาจมีแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อลำไส้น้อยอยู่ ดังนั้นจึงได้มีการแนะนำให้มีการสวนล้างลำไส้เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ในช่วง 7 วันแรก บางคนประมาทไม่ได้ทำการสวนล้างก็สามารถพบอาการผื่นขึ้น ปวดศีรษะ น้ำเหลืองปะทุ ฯลฯ หลังออกจากหลักสูตรล้างพิษตับได้ด้วยเช่นกัน
      
        มีคำถามว่าการสวนทวารล้างลำไส้นั้นควรใช้น้ำอะไรดีที่สุด คำตอบคือน้ำอุ่นที่ไม่ใช่น้ำประปา น้ำที่ถือว่าเหมาะสมที่สุดในการสวนทวารล้างลำไส้คือน้ำที่ทำจากเครื่องทำน้ำด่างที่ผ่านกระบวนการ Water Ioinizer เบอร์สูงสุดผสมน้ำร้อนเล็กน้อยพออุ่น โมเลกุลของน้ำจะละเอียดมาก ทำให้แรงตึงผิวต่ำ สามารถทำปฏิกิริยากับสารพิษซึ่งส่วนใหญ่ออกฤทธิ์เป็นกรด มีประสิทธิภาพทำให้น้ำกับน้ำมันเป็นเนื้อเดียวกันได้ จึงน่าจะเป็นน้ำที่มีคุณสมบัติเหมาะที่สุดในการล้างลำไส้ในเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลักสูตรล้างพิษตับได้เลือกใช้น้ำมันมะกอกในการกระตุ้นให้ตับขับน้ำดีและสารพิษที่ละลายในไขมันออกมาได้ตรงประเด็นกว่า การใช้กาแฟเพื่อวัตถุประสงค์ในการกระตุ้นตับจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
ภาพที่ 4 ด้านซ้ายการทดสอบน้ำด่าง pH 11.59 กับน้ำมันเป็นเนื้อเดียวกัน ด้านขวาป็นน้ำดื่มปกติกับน้ำมันที่แยกชั้นกัน
       แต่ถ้าสมมุติว่าไม่มีเครื่องทำน้ำด่างที่ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้หัวเชื้อน้ำด่างผสมกับน้ำก็สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน แม้ว่าหัวเชื้อน้ำด่างจะไม่ได้ค่า ORP (Oxidation Reduction Potential) ที่มีค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าเป็นประจุลบที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเหมือนกับเครื่องทำน้ำด่าง แต่ก็ยังมีค่า pH เมื่อผสมกับน้ำตามสัดส่วนแล้วอาจได้ประมาณ 9.0ถือว่า ยังดีกว่าการใช้น้ำธรรมดาทั่วไป ทั้งนี้พึงระวังว่าหัวเชื้อน้ำด่างล้วนๆไม่สามารถนำมาสวนล้างได้ เพราะอาจเกิดการกัดผนังลำไส้อย่างรุนแรงต่างจากน้ำด่างที่ทำจากเครื่อง Water Ionizer ดังนั้นการใช้หัวเชื้อน้ำด่างจำต้องใช้ผสมน้ำตามสัดส่วนที่กำหนดเอาไว้ในสลากเท่านั้น
      
        และถ้าสมมุติว่าไม่มีหัวเชื้อน้ำด่างก็แนะนำน้ำดื่มแร่ยี่ห้อมิเนเร่ ค่า pH 8.71 
ซึ่งจะมีค่าความเป็นด่างสูงกว่าน้ำดื่มทั่วไป แม้จะด้อยกว่าหัวเชื้อน้ำด่าง แต่ก็ยังดีกว่าการสวนล้างด้วยน้ำธรรมดาทั่วไป
      
        แต่สำหรับผู้ที่เชื่อในแนวทางปัสสาวะบำบัดก็จะใช้น้ำปัสสาวะในการสวนทวารล้างลำไส้ ก็มีผลลัพธ์ของการสวนล้างได้มีประสิทธิภาพมากๆ เช่นกัน
      
        มีบางคนอาจมีอาการเหมือนจะเป็นลม หรืออาเจียน ในระหว่างการสวนล้าง จากการสำรวจพบว่าคนเหล่านี้ใช้ปริมาณน้ำมากไป ซึ่งลำไส้ที่ไม่สะอาดนั้นอาจมีแก๊สอยู่มากดังนั้นการอัดน้ำเข้าไปในลำไส้จำนวนมากๆ อาจทำให้เกิดแรงอัดจนกระทั่งเกิดความอึดอัดขึ้นได้ ดังนั้นให้ใช้น้ำตามสภาพของลำไส้ของแต่ละคน สำหรับคนที่มีสภาพดังกล่าวก็สามารถป้องกันความเสี่ยงโดยอาจแบ่งน้ำออกเป็น 3 ส่วน คือ ครั้งที่หนึ่ง 500 ซีซี แล้วขับถ่ายหนึ่งครั้ง ครั้งที่สอง 500 ซีซี แล้วขับถ่ายเป็นครั้งที่สอง และครั้งที่สามอีก 500 ซีซี ก็อาจปลอดภัยกว่า แต่สำหรับคนที่มีประสบการณ์แล้วอาจใช้น้ำได้ถึง 700 ถึง 1,200 ซีซี และสำหรับบางคนก็อาจใช้ได้ถึง 1,500 ซีซี ดังนั้นปริมาณน้ำที่ใช้สวนล้างของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน และอาจเหมาะกับสภาพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
      
        และเมื่อน้ำเข้าไปในลำไส้แล้วความสามารถในการอั้นเอาไว้เพื่อให้เกิดการล้างลำไส้ของแต่ละคนก็คงไม่เท่ากัน ตามความเชื่อของหลายคนเชื่อว่าการอั้นไว้ได้นาน 12-15 นาที น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด แต่ความจริงแล้วก็ไม่จำเป็นเสมอไปขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดั้งนั้นสรุปว่าอั้นไว้เท่าที่จะทนได้
      
        ข้อสำคัญที่สุดการขับถ่ายหลายครั้งจากยาถ่าย เช่น เอนไซม์ ยาชำระเมือกมัน ดีเกลือ หากปล่อยให้มีการขับถ่ายตามธรรมชาติ อาจทำให้ต้องขับถ่ายหลายครั้งแบบกระปริดกระปรอย นอกจากจะสร้างความรำคาญแล้ว ยังจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและแสบได้ ดังนั้นการใช้น้ำสวนทวารล้างลำไส้จึงเป็นหนทางในการลดจำนวนครั้งของการถ่ายลงเพราะเป็นการเร่งดึงการขับถ่ายให้ออกมาในคราวเดียว ซึ่งจะทำให้ลดจำนวนครั้งของการขับถ่ายลง และลดความอึดอัดในการขับถ่ายระหว่างการล้างลำไส้ได้ด้วย
      
        ในทัศนะของผมเองแล้วจึงแนะนำว่าการสวนทวารล้างลำไส้ยังมีความเหมาะสมและจำเป็นอยู่สำหรับการล้างพิษตับ เพราะทำให้กระบวนการล้างพิษตับนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก www.manager.co.th

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สูตรผสมผสาน "ล้างพิษตับ" เยอรมัน ไต้หวัน และไทย ให้มีประสิทธิภาพ (ตอนที่ 2) : ทางเลือกในการล้างลำไส้

       ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
      
       ลำพังเฉพาะการอดอาหารก็ถือได้ว่าเป็นกระบวนการล้างพิษและล้างลำไส้ไปแล้วในขั้นตอนหนึ่ง แต่สำหรับที่เยอรมันแล้วไม่ได้มียาถ่ายหรือการใช้สมุนไพร หรือแม้กระทั่งการใช้เอนไซม์จากไต้หวันเหมือนเมืองไทย ดังนั้นการในสูตรเยอรมันจึงต้องเน้นการใช้ดีเกลือเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเพื่อให้แน่ใจว่าลำไส้สะอาดจริงก่อนที่จะมีการดื่มน้ำมันมะกอกเพื่อล่อน้ำดี นิ่ว และสารพิษที่ละลายในไขมันให้ออกมากับน้ำดี อันจะเป็นการป้องกันไม่ให้พิษที่ออกมาจากตับนั้นตกค้างอยู่ตามผนังลำไส้และทำให้ลำไส้ดูดกลับสารพิษเหล่านั้นเข้าสู่เส้นเลือดดำ ดังจะเห็นได้จากสูตรของ อันเดรียส์ มอริสต์ ชาวเยอรมัน จึงได้ระบุว่าหากยังไม่ได้มีการขับถ่ายให้ทำการสวนล้างในเวลา 21.30 น.ก่อนดื่มน้ำมันมะกอก ดังนั้นจึงทำให้เราเข้าใจได้ว่า การดื่มดีเกลือของสูตรเยอรมันนั้นมีเป้าหมายเป็นยาถ่ายเพื่อให้แน่ใจว่าลำไส้สะอาดแล้วเท่านั้น
ภาพที่ 1 ซ้ายมือ: อันเดรียส์ มอริสต์ ชาวเยอรมันผู้ทรงอิทธิพลด้านการล้างพิษตับและถุงน้ำดีโดยใช้น้ำมันมะกอก, ขวามือ : ดีเกลือสำหรับล้างลำไส้
       เพราะการที่ต้องทำให้ลำไส้สะอาดนั้นย่อมเท่ากับเป็นการเปิดทางที่ทำให้สารพิษและไขมันที่ออกมาจากตับและถุงน้ำดีหลังดื่มน้ำมันมะกอกนั้นสามารถถูกขับออกจากร่างกายให้มากที่สุด และให้มากกว่าที่มีการดูดกลับตามผนังลำไส้ ดังนั้นถ้าลำไส้สกปรกก็จะทำให้สารพิษและไขมันที่ออกมาจากตับและถุงน้ำดีถูกผนังลำไส้ดูดกลับทำให้เกิดอาการข้างเคียง ไม่สบายตัว และอาจเกิดการปะทุพิษขึ้นได้ด้วย
      
        แต่ดีเกลือแม้จะมีคุณสมบัติเป็นที่เป็นยาถ่ายและสามารถนำมาใช้ล้างสารพิษได้ดี แต่อาจไม่เหมาะสำหรับบางคน ที่มีอาการแพ้ดีเกลือแมกนีเซียมซัลเฟต
 ได้แก่ หัวใจเต้นช้า, หน้าแดง, ปวดศีรษะ, คลื่นไส้, อาเจียน, ไม่มีแรง, หายใจสั้น เหงื่อออก, ความดันเลือดต่ำ, อาการไม่รู้สึก (stupor), กดการตอบสนอง (depressed reflexes), อุณหภูมิต่ำ นอกจากนี้ดีเกลือที่เป็น แมกนีเซียมซัลเฟต อาจไม่เหมาะกับ ผู้ป่วยที่เกิด ภาวะการฉีดโลหิตของห้องหัวใจล่างและบนไม่ประสานกัน หรือมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และผู้ป่วยที่มีภาวะไตบกพร่องอย่างรุนแรง
      
        ในทำนองเดียวกันดีเกลือของไทยไม่ได้ใช้ แมกนีเซียมซัลเฟต แต่ใช้โซเดียมซัลเฟต ซึ่งส่งผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้น แม้จะมีคุณสมบัติในการล้างพิษได้แต่ก็อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง โรคไต และโรคหัวใจ เช่นกัน

ภาพที่ 2 เอนไซม์ผงสำหรับล้างลำไส้ที่ไต้หวัน
       แม้ว่าดีเกลือ แมกนีเซียมซัลเฟต จะไม่ได้ใช้ปริมาณมากในหลักสูตรล้างพิษตับ แต่ที่ไต้หวันก็ได้เห็นความเสี่ยงที่มีโอกาสที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นที่ไต้หวันจึงไม่ได้มีการใช้ดีเกลือที่เป็นแมกนีเซียมซัลเฟตเลย และเลือกใช้เอนไซม์ในการย่อยสลายกากอาหารและสิ่งตกค้างในลำไส้จนสะอาดแทน ซึ่งก็ได้รับผลดีโดยไม่ต้องมีการใช้ดีเกลือแต่ประการใด
      
        เอนไซม์ผงจากไต้หวันนั้นทำจากผลไม้และพืชหลายชนิดโดยใช้ระบบแช่เย็นและดูดความชื้นออกเพื่อรักษาเอนไซม์เป้าหมายโดยเฉพาะ เช่น เอนไซม์จากมะละกอ ที่ช่วยย่อยโปรตีน และเอนไซม์พืชอื่นๆที่ช่วยย่อยกากอาหารที่ไม่มีชีวิตแล้ว เมื่อย่อยสลายออกแล้วก็มีฤทธิ์เป็นยาถ่ายด้วย

      
        อย่างไรก็ตามนับเป็นความฉลาดหลักแหลมอย่างยิ่งที่ชาวศีรษะอโศกได้เป็นผู้นำผงซิลเลียม (Psyllium Husk) ซึ่งเป็นธัญพืชที่มีคุณสมบัติเมื่อโดนน้ำแล้วจะพองตัวเป็นเจล มาผสมกับสมุนไพรไทยในการพองตัวดูดสารพิษและเป็นยาถ่ายไปในตัว โดยใช้ในชื่อที่เรียกกันในวงการว่า "ลิดท็อกซ์ (Lidtox)" ซึ่งมีองค์ประกอบไปด้วย ผงซิลเลียม (Psyllium Husk) 50%, เปลือกมะนาว (Lemon Peel) 10%, ผงขี้เหล็ก 10%, ผงขมิ้น 10%, ผงมะรุม 10% ด้วยคุณสมบัติของลิดท็อกซ์ที่พองตัวในลำไส้ในระหว่างการอดอาหาร จึงเท่ากับเป็นการกวาดกากของเสียในลำไส้ออกได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังทำให้ไม่เกิดอาการหิวในระหว่างการอดอาหารเพราะการพองของซิลเลียมอีกด้วย
ภาพที่ 3 ลิดท็อกซ์สำหรับล้างลำไส้
       แต่ก็ใช่ว่า ลิดท็อกซ์จะเหมาะกับทุกคน เพราะบางคนอาจรู้สึกไม่ชอบรสชาติของลิดท็อกซ์และรู้สึกรับประทานยากก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคนที่มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ หรือธัยรอยด์ฮอรโมนต่ำแฝง (มีอุณหภูมิตอนเช้าเฉลี่ยต่ำกว่า 36.4 องศาเซลเซียส) ซึ่งมีการอัตราการเผาผลาญพลังงานต่ำ คนเหล่านี้มีการเคลื่อนตัวและของลำไส้ช้ากว่าคนปกติเพราะมีพลังงานน้อย หากดื่มลิดท็อกซ์เข้าไปแล้วเกิดการพองตัวขึ้น ก็มีโอกาสที่ลิดท็อกซ์อาจติดค้างอยู่ในลำไส้นานกว่าคนปกติ
      
        ซึ่งจะเป็นผลเสียของลิดท็อกซ์ในผู้ที่มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ มีสองประการ ประการที่หนึ่งคือ สิ่งสกปรกที่ได้จากการกวาดของลิดท็อกซ์อาจอยู่นานกว่าคนปกติจนทำให้ลำไส้ดูดกลับสารพิษได้ง่าย
 โดยเฉพาะคนที่มีภาวะลำไส้รั่วร่วมด้วยก็ยิ่งทำให้สิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในลำไส้ได้ง่ายขึ้น ผลก็คือภูมิต้านทานจะเข้าโจมตีทันทีทำให้เกิดอาการแพ้ได้ เช่น การปวดหัว ลมพิษ ผื่นแพ้ น้ำเหลืองปะทุ หอบหืด ฯลฯ ประการที่สอง คือ เมื่อล้างพิษตับตามกำหนดเวลาแต่ปรากฏว่า "ขบวนลิดท็อกซ์" ที่พองและกวาดล้างลำไส้อยู่นั้นยังไม่ออกจากลำไส้ ทำให้พิษที่ออกมาจากตับซึ่งอยู่ในรูปของเหลวที่เคลื่อนตัวเร็วกว่าติดอยู่ตามขบวนลิดท็อกซ์ที่ยังไม่ออกจากลำไส้เหล่านั้น ส่งผลทำให้ลำไส้ดูดกลับสารพิษและไขมันที่ขับออกมาจากตับเข้าเส้นเลือดดำ ทำให้ไม่สบายตัว จะเป็นลม ปวดหัว ผื่นขึ้น ลมพิษ น้ำเหลืองปะทุ หอบหืดได้ คนเหล่านี้จะสังเกตได้ประการหนึ่งคือ หลังการดื่มลิดท็อกซ์แล้วไม่มีอะไรขับถ่ายออกมาหรือขับถ่ายออกมาได้น้อย ครั้นเมื่อดื่มน้ำมันมะกอกแล้วก็ไม่มีอะไรขับถ่ายออกมาเช่นกันตามเวลาเหมือนกับคนอื่นเช่นกัน
      
        ดังนั้นการจัดหลักสูตรล้างพิษอาจจะต้องจัดการให้ผู้ที่มีภาวะธัยรอดย์ฮอร์โมนต่ำดื่มลิดท็อกซ์ล่วงหน้าก่อนวันที่จะดื่มน้ำมันมะกอก 1 วัน หรือไม่ก็ต้องคอยสังเกตให้แน่ใจว่ามีการขับถ่ายออกมาของขบวนลิดท็อกซ์ก่อนเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนที่จะดื่มน้ำมันมะกอก และอาจต้องใช้การกดจุดคลายเส้นบริเวณท้องเพื่อช่วยการเคลื่อนตัวของลำไส้ให้ดีขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจปัญหานี้ด้วย
      
        แต่หลักสูตรล้างพิษที่โรงเรียนผู้นำ จ.กาญจนบุรี จึงยังคงใช้ดีเกลือเป็นยาถ่าย และยาชำระเมือกมันร่วมด้วย เพื่อขับการพองตัวของลิดท็อกซ์ให้ออกจากลำไส้ใหญ่ได้สะดวกขึ้น โดยยาชำระเมือกมันนั้นเป็นยาเพิ่มพลังงานในการขับมูกเมือก (Mucus) ซึ่งดักจับสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ ดังนั้นยาชำระเมือกมันที่เป็นยาเพิ่มพลังงานที่มีส่วนผสมสมุนไพรฤทธิ์ร้อน จึงช่วยการเคลื่อนตัวของลำไส้ให้สามารถขับลิดท็อกซ์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ และธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำแฝง และสำหรับผู้ที่แพ้ดีเกลือหรือไม่ชอบรสชาติของดีเกลือก็สามารถจะรับประทานยาชำระเมือกมันแทนได้
ภาพที่ 4 ซ้ายมือ : ยาชำระเมือกมัน (สูตรหมอปาน), ขวามือ : ภาพเมือกมัน Mucus ที่ดักจับสารพิษตามผนังลำไส้ของผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ
       ยาชำระเมือกมัน ซึ่งจัดทำโดย หมอปาน หรือ คุณจิตรา ปลอดอักษร แพทย์แผนไทย บ.ว.14584 นั้น มีสมุนไพรที่ประกอบไปด้วย เบญจกูล ยาดำ มหาหิงค์ พริกไทย รงทอง โกฏทั้งห้า สมอไทย ดองดึง อุตพิษ บุกรอ เทียนขาว-ดำ สมุนแว้ง และตัวยาอื่นๆ มีสรรพคุณคือ แก้อัมพฤกษ์ อัมพาต ถ่ายน้ำเหลืองเสีย พิษตกค้าง ท้องผูก พรรดึกเป็นเถาดาน ภูมิแพ้ ความดัน เบาหวาน นอนไม่หลับ
ภาพที่ 5 สภาพลำไส้ของคนที่มีประวัติรับประทานเนื้อสัตว์เป็นประจำ
      
ภาพที่ 6 สภาพลำไส้อักเสบและมีภาวะลำไส้รั่วของผู้ที่มีประวัติดื่มนมวัวต่างน้ำ
       การล้างลำไส้ให้สะอาดเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในขั้นตอนการล้างพิษตับ ดังนั้นเราสามารถประยุกต์ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน การใช้ลิดท็อกซ์ในการกวาดออก ใช้ยาชำระเมือกมันให้พลังงานในการขับออก และดีเกลือ จึงเป็นสิ่งที่ลงตัวอย่างยิ่งสำหรับหลักสูตรในโรงเรียนผู้นำของชาวอโศก
      
        แต่สำหรับผู้ที่ไม่ชอบรสชาติของลิดท็อกซ์และดีเกลือ เรายังสามารถประยุกต์ได้จากสูตรที่ไต้หวันโดยใช้เอนไซม์เพื่อย่อยสลายกากอาหารและสิ่งสกปรกในลำไส้ แล้วใช้ยาชำระเมือกมันเป็นพลังงานในการขับออก ก็สามารถล้างลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน
      
        ข้อสำคัญประการหนึ่งในการล้างลำไส้ จะต้องเข้าใจด้วยว่าการขับถ่ายมากๆ โดยเฉพาะการกวาดล้างลำไส้นั้น ไม่ได้นำเฉพาะของเสียออกมาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ได้ดึงเอาจุลินทรีย์และแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายออกมาด้วย 
ดังนั้นร่างกายในระหว่างที่จะมีจุลินทรีย์เกิดขึ้นใหม่ จำเป็นต้องคำนึงถึงอาหารที่ดีเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในลำไส้หลังจากจบหลักสูตรล้างพิษแล้วด้วยโดยเฉพาะผักและผลไม้สด ซึ่งในบางกรณีหากมีจำนวนปริมาณจุลินทรีย์ที่น้อยเกินไปอาจเสริมด้วยการรับประทานจุลินทรีย์โปรไบโอติกเพิ่ม บางคนอาจดื่มนมเปรี้ยวเพื่อเพิ่มจำนวนปริมาณแลคโตบาซิลลัสในลำไส้ได้ แต่โปรตีนในนมอาจไม่เหมาะกับลำไส้ของคนเอเชีย ดังนั้นทางเลือกอื่นก็ยังมีคือดื่มน้ำหมักจุลินทรีย์ที่สะอาดและได้มาตรฐาน หรือไม่ก็เป็นประเภทจุลินทรีย์บรรจุลในแคปซูล ก็จะช่วยทำให้หลังล้างพิษตับแล้วกลไกในการทำงานของลำไส้จะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
      
        เมื่อลำไส้สะอาดแล้วก็จะทำให้ปัญหาผลข้างเคียงที่จะเกิดระหว่างและหลังการล้างพิษตับลดน้อยลงอย่างแน่นอน!!!

ที่มา : www.manager.co.th
         ขอขอบคุณรูปภาพ และบทความประกอบจาก www.manager.co.th

วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สูตรผสมผสาน "ล้างพิษตับ" เยอรมัน ไต้หวัน และไทย ให้มีประสิทธิภาพ (ตอนที่ 1) : เทคนิคการอดอาหาร

ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       
       ผมได้มีโอกาสล้างพิษตับอยู่พอสมควร และทดลองในหลายวิธีที่มีความแตกต่างกัน พบว่าแท้ที่จริงแล้วการล้างพิษไม่ได้มีความตายตัว เพราะวิวัฒนาการและพัฒนาการนั้นไม่ควรจะอยู่นิ่ง ตราบใดที่เรามีงานวิจัยหรือการค้นคว้าใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา
       
        โดยเฉพาะในเวลานี้การล้างพิษตับเป็นที่เผยแพร่และนิยมอยู่มาก ดังนั้นผู้ที่จัดหลักสูตรแม้จะสามารถปรับปรุงหลักสูตรให้พัฒนากว่าต้นฉบับเดิมได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหลังล้างพิษด้วย เพราะการล้างพิษตับควรคำนึงความปลอดภัยมากกว่าการหวังผลที่จะมีผลิตภัณฑ์ที่จะออกมาหลังล้างพิษตับ
       
        ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงไม่เคยห้ามใครในการพัฒนาจัดหลักสูตรล้างพิษของตัวเอง เพราะถือว่าการพัฒนาเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา แต่หากพบผลกระทบในทางลบที่ชัดเจนหรือปัญหา ด้วยเงื่อนไขใด ป้องกันอย่างไร และแก้ไขอย่างไร ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแจ้งบอกกล่าวให้ประชาชนที่สนใจในเรื่องนี้ได้รับทราบโดยทั่วกันอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
    
        เพราะคนแต่ละคนมีสภาพที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นสูตรล้างพิษตับที่เหมาะกับคนกลุ่มหนึ่งอาจไม่เหมาะกับคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้ บางสูตรอาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับคนกลุ่มหนึ่งแต่สูตรเดียวกันก็อาจเป็นอันตรายกับคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้เช่นกัน

       
        ดังนั้นความสำคัญไม่น่าจะอยู่ที่ว่าสูตรของใครที่ไหนดีที่สุด แต่ความสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่าผู้ที่จัดหลักสูตรมีความเข้าใจอย่างละเอียดถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในสูตรของตัวเองเพียงใด สูตรของตัวเองเหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร
       
        แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือผู้ที่จัดหลักสูตรควรมีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญจริงที่จะสามารถรับมือเมื่อเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดได้ และต้องตัดสินใจที่จะให้คำแนะนำได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ตรงนั้นน่าจะเป็นหัวใจสำคัญเสียยิ่งกว่า
    
        ผมเห็นข้อเด่นในหลักสูตรล้างพิษตับของอันเดรียส์ มอริสต์ ชาวเยอรมัน
ตรงที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง "การเตรียมตัว" ก่อนการอดอาหาร 6 วัน หลักสูตรนี้จึงสามารถอดอาหารสั้นเพียงไม่ถึง 1 วัน เพราะสูตรนี้จะเน้นการทำให้ลำไส้สะอาด และการอดอาหารสั้นก็เน้นวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าลำไส้สะอาดจริงจากการเตรียมตัวปรับอาหารและพฤติกรรมล่วงหน้ามา 6 วันแล้ว มากกว่าวัตถุประสงค์ในการอดอาหารยาวเพื่อเผาผลาญไขมันหรือสลายสารพิษในร่างกาย และใช้การดื่มน้ำมันมะกอกผสมกับ "เกรปฟรุต" หรือ ผสมกับ"น้ำมะนาวผสมน้ำส้ม" เป็นตัวล่อให้ตับและถุงน้ำดีขับน้ำดีและสารพิษออกมา โดยใช้ "ดีเกลือ" เป็นยาถ่ายเพื่อทำให้ลำไส้สะอาดและใช้ขับสารพิษออกจากร่างกายหลังดื่มน้ำมันมะกอกอีกรอบหนึ่ง
       
        ผมเห็นข้อเด่นในหลักสูตรล้างพิษตับของไต้หวัน ตรงที่ใช้ความรู้และความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีชีวภาพ โดยการใช้เอนไซม์มาประยุกต์ในการล้างพิษตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้เอนไซม์น้ำที่ทำจากพืชผักผลไม้เกือบ 150 ชนิด เพื่อใช้เป็นสารอาหารโมเลกุลสายสั้นที่สามารถถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้เร็วที่สุดในระหว่างการอดอาหารพักการย่อยจนไม่รู้สึกหิว แล้วอดอาหารเพียง 1 วัน โดยใช้เอนไซม์ผงจากพืชหลายชนิดผสมน้ำเพื่อทำหน้าที่ย่อยสลายกากอาหารตกค้างในลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องอาศัยดีเกลือเลย ในขณะเดียวกันก็ยังคงใช้การดื่มน้ำมันมะกอกผสมกับผงแอปเปิ้ลละลายในน้ำเพื่อล่อตับและถุงน้ำดีในการขับน้ำดีและสารพิษออกจากร่างกาย แล้วใช้เอนไซม์ผงในการย่อยสลายสารพิษและขับสารพิษออกจากร่างกายหลังดื่มน้ำมันมะกอก แต่เนื่องจากที่ไต้หวันไม่ได้มีการสวนทวารล้างลำไส้ ดังนั้นจึงมีการอดอาหารเพื่อล้างพิษต่ออีก 7 วัน โดยดื่มแต่น้ำเอนไซม์แต่เพียงอย่างเดียว
       
        ผมเห็นข้อเด่นหลักสูตรล้างพิษของชาวอโศก ตรงที่ผสมผสานภูมิปัญญาของหลายชาติเข้ากับภูมิปัญญาได้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่การอมน้ำมันมะพร้าว แช่เท้าด้วยน้ำร้อนสมุนไพร พอกหน้าด้วยสมุนไพร นวดกดจุดคลายเส้น (กัวซา) ดื่มสมุนไพร และน้ำผลไม้ที่หลากหลายในระหว่างการอดอาหาร แม้ในหลักสูตรนี้จะไม่ได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้ามาเหมือนกับ เยอรมัน แต่หลักสูตรนี้ได้เน้นการล้างลำไส้ให้สะอาด ด้วยการสวนทวารล้างลำไส้ ใช้ยาชำระเมือกมันเพิ่มกำลังในการขับสารพิษ และดื่มลิดท็อกซ์ซึ่งเป็นธัญพืชที่มีองค์ประกอบสำคัญคือซิลเลียมให้พองในลำไส้เพื่อกวาดกากอาหารและสารพิษในลำไส้ออกจากร่างกาย แล้วยังมีการดื่มดีเกลือก่อนดื่มน้ำมันมะกอกอีกด้วย มีการอดอาหารประมาณไม่เกิน 72 ชั่วโมงต่อเนื่องกันเพื่อล้างพิษและทำให้ลำไส้สะอาด และมีการดื่มน้ำมันมะกอกผสมกับน้ำมะนาวและน้ำส้ม
       
        ความแตกต่างของแต่ละสูตรนั้นก็เหมาะกับคนแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันในหลายประการ ในตอนนี้จะขอวิเคราะห์เฉพาะความแตกต่างในเรื่อง "การอดอาหาร" ก่อน
       
        การอดอาหารยาวกว่าของชาวอโศกไม่เกิน 72 ชั่วโมงนั้นทำให้ร่างกายได้พักจากการย่อยได้เต็มที่แม้จะไม่ได้มีการเตรียมตัวมาล่วงหน้าเหมือนกับสูตรของเยอรมันก็ตาม แต่การที่หลักสูตรที่ชาวอโศกไม่ได้เน้นการเตรียมตัวล่วงหน้าอาจทำให้บางคนหลงผิดคิดรับประทานอาหารแบบอัดเข้าไปในร่างกายมากๆเพื่อเตรียมสำรองเอาไว้ในช่วงการอดอาหารซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในระหว่างล้างพิษเพราะลำไส้ไม่สะอาดเพียงพอได้
       
        ส่วนที่ไต้หวันนั้นก็มีการอดอาหารหลังจากล้างพิษตับไปแล้วถึง 7 วัน ก็เพื่อทำให้การเผาผลาญสารพิษตกค้างที่ออกมาจากตับแล้วลำไส้ดูดกลับหลังดื่มน้ำมันมะกอก อันถือเป็นวิธีการที่ชดเชยการสวนล้างลำไส้ของชาวอโศกอีกวิธีหนึ่งได้เหมือนกัน
       
        อย่างไรก็ตามสูตรของชาวอโศกที่มีการอดอาหารไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนล้างพิษตับ มีจุดเด่นคืออดอาหารเผาผลาญไขมันและสารพิษและล้างลำไส้ให้สะอาดเปรียบเสมือนการเตรียมตัวให้ท่อสะอาดก่อนที่สารพิษที่ละลายในไขมันที่ออกมาพร้อมกับน้ำดีออกมา เพื่อทำให้สารพิษที่ออกมาจากตับและถุงน้ำดีเดินทางผ่านลำไส้ได้สะดวก ไม่ติดค้างอยู่ตามผนังลำไส้และสามารถขับออกได้เร็วที่สุด ในขณะที่ไต้หวันกลับมีความคิดอีกอย่างคืออดอาหารสั้นเพียง 1 วัน แต่มาเน้นการอดอาหารหลังจากนั้น 7 วัน เพื่อเผาผลาญสารพิษที่ละลายในไขมันและไขมันที่ออกมาจากตับและอาจมีการดูดกลับในลำไส้
       
        การอดอาหารของชาวอโศกและของไต้หวันนั้นไม่ได้อดแบบร้อยเปอร์เซนต์เสียทีเดียว เพราะการลดปริมาณแคลลอรี่ลงโดยไม่ให้มีการย่อยกากอาหารใหม่เช่นเดียวกับไต้หวัน เพียงแต่การอดอาหารชาวอโศกใช้ลิดท็อกซ์ที่มีคุณสมบัติพองในลำไส้ซึ่งทำให้ไม่เกิดอาการหิว แต่ในขณะที่การอดอาหารของไต้หวันให้ดื่มน้ำเอนไซม์ที่มาจากพืชผัก สมุนไพร ถึง 150 ชนิดด้วยสายโมเลกุลที่สั้นจึงทำให้ไม่หิวและสามารถอดอาหารได้ยาวถึง 7 วัน
    
        แม้ว่าการอดอาหารในหลักสูตรล้างพิษของชาวอโศกและไต้หวัน ไม่ใช่การอดอาหารอย่างแท้จริง เพราะยังมีสารอาหารอยู่จากน้ำผลไม้หรือน้ำเอนไซม์ แต่ก็พึงจะต้องระวังผลกระทบโยโย่ "Yo yo Effect" คืออดอาหารจนร่างกายเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน คือเกิดภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำลงทำให้อัตราการเผาผลาญพลังงานลดน้อยลง (ตามงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ ปี พ.ศ. 2551)
 ดังนั้นหากจะคิดอดอาหารในช่วงเวลาหนึ่งแล้ว ต้องคิดถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหลังการอดอาหารด้วย มิเช่นนั้นหากยังกินในปริมาณเท่าเดิมเหมือนก่อนอดอาหารโดยทันที ทั้งๆที่การเผาผลาญพลังงานลดต่ำลงแล้ว ก็อาจทำให้อ้วนง่ายขึ้น หรือ อาจจะมีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นได้มากกว่าก่อนอดอาหารเสียอีก
       
        แต่สำหรับคนที่เป็นโรคธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ หรือ ธัยรอยด์ฮอรโมนต่ำแฝงอยู่แล้ว (โดยเฉพาะคนที่มีการวัดอุณหภูมิโดยเฉลี่ย 5 วันตอนเช้าต่ำกว่า 36.4 องศาเซลเซียส) คือมีภาวะการเผาผลาญพลังงานต่ำอยู่เดิมนั้น จากประสบการณ์ของผมพบว่าการอดอาหารเพื่อล้างพิษของกลุ่มคนเหล่านี้โดยไม่ให้มีปัญหา ไม่ควรอดอาหารยาวเกิน 48 ชั่วโมง หรือถ้าต่ำมากๆอย่างเห็นได้ชัดก็อาจจะอดอาหารไม่เกิน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันปัญหาธัยรอยด์ฮอร์โมนที่อาจต่ำลงไปอีก
       
        และความจริงแล้วการอดอาหารที่น่าจะถือว่ามีประโยชน์สูงสุดก็คือการลดปริมาณอาหารที่เป็นกิจวัตรประจำ คงเส้นคงวา ซึ่งจะไม่สร้างปัญหาการเผาผลาญอาหารที่ต่ำลงโดยไม่สอดคล้องกับการรับประทาน ซึ่งวิธีการนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เคยตรัสเอาไว้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 265 ความว่า :
       
        "ดูก่อนถึงพวกเธอทั้งหลายก็จงฉันหนเดียวเถิด แม้พวกเธอก็จะรู้สึกว่า 1.มีความเจ็บป่วยน้อย 2. มีความลำบากกายน้อย 3. มีความเบากาย 4. มีกำลัง 5. อยู่อย่างผาสุก"
    
        ความเห็นของผมในชั้นนี้เห็นว่า การอดอาหารล้างพิษตับให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นควรเตรียมตัวล่วงหน้า 6 วัน เหมือนสูตรชาวเยอรมัน (งดเครื่องดื่มและอาหารเย็น, รับประทานอาหารและเครื่องดื่มอุ่นหรืออย่างน้อยอุณหภูมิห้อง, งดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์, งดนมวัว, งดไข่ไก่ ไข่เป็ด, งดของทอด หรือลดปริมาณอาหารลดน้อยลง) ในขณะเดียวกันการเตรียมตัวล้างลำไส้ให้สะอาดล่วงหน้าก่อนอดอาหารก็จะเพิ่มประสิทธิภาพในการล้างพิษตับให้ดีขึ้น และการล้างพิษตับของชาวอโศกที่ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว เพียงแต่อาจจะต้องลงรายละเอียดกับปัญหาภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ โดยเฉพาะที่เกิดในผู้หญิงเป็นกรณีพิเศษ
    
        ส่วนหลังล้างพิษตับแล้วก็อย่างเพิ่งรีบโหมรับประทานอาหารเพราะ"ความรู้สึก" โดยเข้าใจว่าต้องชดเชยการอดอาหาร โดยไม่ดูสภาพความต้องการที่แท้จริงในร่างกาย ดังนั้นให้รับประทานอาหารอ่อนๆตามสภาพที่หิวจริง ถ้ายังไม่อยากรับประทานก็อย่าเพิ่งฝืนรับประทานหรือให้รับประทานแต่น้อย แล้วค่อยๆเพิ่มเป็นลำดับขั้นบันได จนรู้สึกหิวจริงแล้ว จึงค่อยรับประทานให้อยู่ในระดับปกติ


ขอขอบคุณที่มา : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000102177