|
ล้างพิษตับ กับ บ้านสุขภาพดี.com มีทีมงานมืออาชีพ ที่มีสถานที่พัก บรรยากาศดี อุปกรณ์ทันสมัย ใจกลางกรุงเทพ
วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
“นวัตกรรมเซลล์บำบัด-สเต็มเซลล์” ธุรกิจหลอกคนรวย!? “แพทย์จุฬาฯ” ชี้คนไทย!ถูกหลอกรักษา “สเต็มเซลล์” (ตอนที่ 3)
“นวัตกรรมเซลล์บำบัด-สเต็มเซลล์” ธุรกิจหลอกคนรวย!? ทุนใหญ่!กำจัด “คล้ายอัปสร” พ้นเส้นทางถอดรหัสยีน (ตอนที่ 2)
| รศ.ดร.คล้ายอัปสร พงศ์รพีพร เจ้าของ “ฮาร์ท เจเนติกส์” ผู้คิดค้นนวัตกรรมทางการแพทย์แค่เจาะเลือดตรวจระดับยีนมนุษย์ด้วยการถอดรหัสยีน-DNA ก็สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังจะป่วยด้วยโรคร้ายอะไร ที่สำคัญนวัตกรรมนี้ชี้ช่องทางรักษาเพื่อสกัดกั้นการเกิดโรคได้ ล่าสุดเตรียมให้บริการตรวจลึกระดับอาร์เอ็นเอและผลจากที่เป็นหนึ่งเดียวของไทยในระดับโลก ทำให้ทุนธุรกิจใช้ “วิชามาร” จ้องงาบกิจการแห่งนี้ ขณะเดียวกันนวัตกรรมของ “คล้ายอัปสร” กลายเป็นตัวการกระชากหน้ากาก “ธุรกิจหลอกคนรวย” ที่บรรดาโรงพยาบาลเอกชน และศูนย์ความงามต่างๆ ดูดลูกค้าทั้งไทย-เทศ มาใช้บริการอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนทำให้ธุรกิจนี้มีมูลค่านับหมื่นล้านบาท ดังนั้น “คล้ายอัปสร-ฮาร์ท เจเนติกส์” จึงกลายเป็น “ศัตรูตัวร้าย” ของทุนธุรกิจที่มีทั้ง “มาเฟียตำรวจ-นักการเมือง-นักธุรกิจ-แพทย์” ส่งผลให้คล้ายอัปสรตัองเผชิญสิ่งเลวร้ายที่ไม่น่าเชื่อว่า มนุษย์จะกระทำกันและหลายครั้งเธอก็แทบ “สติแตก'!! ทีม Special scoop จะนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นในทุกแง่ทุกมุมของฮาร์ท เจเนติกส์ และวงการธุรกิจสุขภาพหลอกคนรวย ที่แม้แต่ “แพทยสภา” ซึ่งรู้ลึกถึงระดับใครคือมาเฟีย แต่ก็ไม่สามารถจัดการกับมนุษย์เสื้อกาวน์กลุ่มนี้ได้ โดยจะนำเสนอทั้งหมด 5 ตอนจบ อ่านย้อนหลังตอนที่ 1 : “นวัตกรรมเซลล์บำบัด-สเต็มเซลล์” ธุรกิจหลอกคนรวย!? “ฮาร์ท เจเนติกส์” ถอดรหัสยีนพบมะเร็งก่อนระยะที่ 1 (ตอนที่ 1) อ่านข่าวประกอบ : เจ้าของ บ.ถอดรหัส DNA แจ้งจับ จนท.ห้องแล็บปลอมเอกสาร ตอนที่ 2 “คล้ายอัปสร” รับถูกบีบทุกทาง หลังนำนวัตกรรมตรวจยีนบอกโรคให้บริการเชิงพาณิชย์ ลูกน้องเก่า-ลูกค้าพร้อมใจฟ้องร้อง ตัดช่องทางรับลูกค้า จนต้องกลับไปใช้บ้านทำแล็บลดต้นทุน ส่วนคู่ค้าเดิมไม่ขายน้ำยาตรวจผลให้ บริการส่งผลไปตรวจต่างประเทศก็ถูกสกัด แถมผู้ถือหุ้นเปลี่ยนท่าทีต้องการบริหารเอง หนักสุดปล่อยงูเข้าบ้าน ชี้นวัตกรรมนี้ดีต่อผู้บริโภคที่ทราบผลได้ตรงเหตุ แต่กระทบฐานธุรกิจให้บริการแบบเดิม เพราะบริษัทยามีส่วนได้เสีย | ||||
| กว่า 30 ปีในการค้นคว้าและวิจัยของ ดร.คล้ายอัปสร พงศ์รพีพร จนค้นพบนวัตกรรมในการตรวจหาสาเหตุของโรคในระดับยีน และกำลังก้าวไปในระดับ RNA ความสำเร็จและความเพียรพยายาม ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับวงการแพทย์ ที่จะสามารถให้การรักษาโรคแก่ผู้ป่วยได้ตรงกับต้นเหตุของโรคที่แท้จริง จากความสำเร็จในการค้นพบนวัตกรรมการตรวจยีนเพื่อหาต้นเหตุของโรค ที่ ดร.คล้ายอัปสร พงศ์รพีพร ได้เปิดให้บริการตรวจเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงนวัตกรรมตัวนี้ ในนามบริษัท ฮาร์ท เจเนติกส์ จำกัด ซึ่งถือว่าเป็นแล็บตรวจยีน 1 ใน 4 ของโลก หนึ่งเดียวในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ช่วยให้คนไทยได้พบกับการรักษาที่ถูกต้องตรงกับโรค และถึงขั้นรู้ได้ก่อนการป่วยเป็นโรค ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ดีเพราะช่วยชีวิตของผู้ป่วยยืนยาวขึ้น แต่ความสำเร็จดังกล่าวกลับกลายเป็นปมปัญหาอันหนักหน่วงให้กับ ดร.คล้ายอัปสรเป็นอย่างมาก เพราะการค้นพบต้นตอของโรคผ่านการตรวจยีน ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนที่เคยได้ประโยชน์กุมชะตากรรมของคนไทยมาตั้งแต่อดีต รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพทั้งระดับคลินิกตรวจสุขภาพทางเลือกชื่อดังหรือโรงพยาบาล ที่ต้องการสกัดและต้องการทราบถึงเจ้านวัตกรรมอันนี้ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ร่วมถือหุ้นในบริษัท ฮาร์ท เจเนติกส์ ที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่ต้น พบโรค-เพิ่มศัตรู “ลูกค้าบางรายของเราเคยตรวจหามะเร็งจากที่อื่นมา ผลการตรวจแจ้งว่าไม่พบมะเร็ง แต่เมื่อมาตรวจกับเรากลับพบ โดยการตรวจในระดับยีนจะทำให้เห็นถึงยีนบางตัวที่ตรงกับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง ซึ่งสามารถพบได้ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ระยะที่ 1 การพบสาเหตุก่อนย่อมเป็นผลดีต่อการรักษาหรือยับยั้งไม่ให้ต้นเหตุของโรคแพร่กระจาย” ดร.คล้ายอัปสรกล่าว นอกจากนี้เธอยังกล่าวต่อว่า ปัจจุบันการให้บริการด้านความงามในรูปแบบต่างๆ บางครั้งมีการฉีดสเต็มเซลล์เพื่อความงาม เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปสู่ร่างกาย มีโอกาสที่จะทำให้ยีนกลายพันธุ์เป็นโรคมะเร็งได้ ด้วยนวัตกรรมที่เธอค้นพบทำให้ทราบถึงโอกาสของการที่จะเป็นโรคร้ายเหล่านี้ แม้จะไม่ใช่เรื่องของความจงใจที่จะทำร้ายคู่แข่ง แต่หากมีลูกค้าที่เคยใช้บริการที่หนึ่งไปตรวจค้นหาโรคในระดับยีนแล้วพบว่ายีนเกิดการกลายพันธุ์ไปสู่มะเร็ง ธุรกิจด้านความงามที่เปิดให้บริการอยู่เดิมนั้นคงไม่มีใครกล้าเข้าไปใช้บริการ และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมาก ดังนั้น คงไม่มีเจ้าของกิจการด้านสุขภาพหรือความงามรายใดพึงพอใจกับผลการตรวจแล้วมีโอกาสพบโรคร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับลูกค้าจากการเข้ามาใช้บริการของตน เมื่อการค้นพบนวัตกรรมใหม่ในการตรวจหาสาเหตุของโรค กลับกลายเป็นชนวนเหตุในการทำลายธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการเดิมโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงเป็นที่มาของกระบวนการจ้องทำลายนวัตกรรมของฮาร์ท เจเนติกส์ ด้วยกรรมวิธีทางธุรกิจจึงได้เปิดฉากและหนักขึ้นเรื่อยๆ | ||||
| ||||
| มีคนอยากฮุบ ดร.คล้ายอัปสร พงศ์รพีพร เจ้าของบริษัท ฮาร์ท เจเนติกส์ จำกัด เปิดใจถึงปัญหาที่รุมเร้ากับบริษัท ฮาร์ท เจเนติกส์ในเวลานี้ว่า นับตั้งแต่การตัดสินใจนำเอางานวิจัยที่เคยทำไว้ในมหาวิทยาลัยมาให้บริการในเชิงพาณิชย์ ทางบริษัทประสบปัญหาหลายอย่าง “เราคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดน่าจะมาจาก 2 สาเหตุ คือมีคนหรือภาคธุรกิจที่อยากได้นวัตกรรมของเรา อีกเหตุหนึ่งน่าจะมาจากมีหุ้นส่วนบางคนอยากได้ธุรกิจของเรา” เริ่มตั้งแต่อดีตพนักงานของเราออกไปเมื่อสิงหาคม 2552 แล้วย้ายไปอยู่กับแล็บอื่น ได้ฟ้องร้องในคดีแรงงาน เมื่อราวเดือนกรกฎาคม 2553 ซึ่งกระบวนการยังอยู่ในขั้นสืบพยาน หลังจากนั้นได้เกิดเหตุการณ์ขโมยสินทรัพย์ในบริษัท พบว่าสิ่งที่หายไปเป็นเครื่องมือและฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงพลาสมาดีเอ็นเอบางส่วน ที่น่าสงสัยคือผู้ที่เข้ามาขโมยเลือกที่จะขโมยส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทั้งสิ้น และขโมยก็เลือกเฉพาะส่วนที่เก็บข้อมูลสำคัญได้อย่างถูกต้อง ก่อนหน้านี้เคยมีหน่วยงานบางแห่งขอสัมภาษณ์อดีตพนักงานของบริษัทเรา หลังจากนั้นการพรีเซนต์งานของหน่วยงานนั้นก็มีงานที่คล้ายๆ ผลงานของบริษัทฯ ไปอยู่กับเขา เรื่องนี้จึงคิดว่าพนักงานของเราน่าจะมีการนำเอานวัตกรรมที่เรามีไปให้กับเขา ที่สำคัญในช่วงที่อดีตพนักงานชุดที่ฟ้องร้องดร.คล้ายอัปสรยังอยู่ บริษัทฯ หาลูกค้าได้น้อยมาก แต่เมื่อพนักงานชุดนี้ลาออกไปบริษัทฯ กลับมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางคดีความฟ้องร้องกับอดีตพนักงานและการยกเค้าอุปกรณ์และข้อมูลสำคัญที่เป็นหัวใจในการทำงานของเธอแล้ว ยังมีลูกค้ารายหนึ่งที่ขอใช้บริการตรวจยีนได้ฟ้องร้องว่าส่งผลตรวจล่าช้า ซึ่งลูกค้ารายนี้เคยมีคดีฟ้องร้องกับหมอบางรายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายมาแล้ว เมื่อกระบวนการสู่ชั้นศาล ทาง ดร.คล้ายอัปสรก็แสดงหลักฐานว่าได้ส่งผลตรวจไปที่สหรัฐอเมริกา สุดท้ายบริษัทฯ และ ดร.คล้ายอัปสรก็เป็นฝ่ายชนะคดี | ||||
| ||||
| สารพัดวิธีบีบ เมื่ออุปสรรคในการเปิดฮาร์ท เจเนติกส์ถูกถาโถมเข้ามาทั้งจากคดีฟ้องร้องของอดีตพนักงาน ลูกค้าบางรายที่คาดกันว่าน่าจะไม่ใช่ลูกค้าตามปกติ รวมไปถึงพันธมิตรจากโรงพยาบาลไม่ส่งลูกค้ามาให้โดยไม่ทราบสาเหตุ แม้กระทั่งน้ำยาที่ใช้ในการตรวจ บริษัทที่เคยขายให้กลับไม่ขายให้แล้ว จึงทำให้บริษัทฯ ต้องประสบปัญหา เลยต้องใช้บ้านของ ดร.คล้ายอัปสรมาเป็นแล็บแทนเพื่อลดต้นทุน แต่เรื่องวุ่นวายก็ยังไม่จบ เดือนมิถุนายน 2555 ดร.คล้ายอัปสรได้เข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลบางโพงพาง หลังจากที่บริษัทขนส่งพัสดุระดับโลกอย่างเฟดเอ็กซ์ ย่านพระราม 3 ทำดีเอ็นเอที่กำลังจะนำไปถอดรหัสที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเสียหายโดยปฏิเสธความรับผิดชอบ หลังจากนั้นได้เกิดเรื่องวุ่นวายในบ้านที่ใช้เป็นแล็บในการวิจัย อยู่ๆ ก็มีงูขนาดใหญ่เข้ามาในบ้านหลายตัวเดือนตุลาคม 2555 มีทั้งงูเหลือมและงูเห่าขนาดเมตรกว่า จึงต้องเผาในบางจุดเพื่อไล่งู ผลที่ตามมาคือพื้นที่บางส่วนเสียหายและทำให้ระบบไฟฟ้าในบ้านเสียหายทั้งหมด หนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัทเองก็ได้สร้างปัญหาในการบริหารงานในฮาร์ท เจเนติกส์ไม่น้อยเช่นกัน เพราะบางคนต้องการที่จะเข้ามาบริหารในบริษัทแห่งนี้ ทั้งๆ ที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นส่วนน้อย พยายามเข้ามาจัดการในหลายๆ ด้าน รวมไปถึงการข่มขู่ และเสนอให้มีการถ่ายทอดความรู้ที่เราค้นพบเพื่อแลกกับการยุติปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น “เราถูกบีบทุกอย่าง ถูกสกัดทุกทาง สถานพยาบาลบางแห่งก็อยากได้นวัตกรรมของเราไป บางแห่งก็ดึงเด็กของเราไปอยู่ด้วย รวมไปถึงคดีฟ้องร้อง แต่เราก็ยังจะสู้ต่อไป เราบอกเด็กทุกคนว่าให้ยึดงานเป็นที่ตั้ง แล้วหลังจากนั้นเงินจะตามมาเอง เพราะสิ่งที่เราทำอยู่นี้เป็นประโยชน์กับมนุษย์” | ||||
| ||||
| เป็นทั้งคู่แข่งและผู้ทำลาย ปฏิเสธไม่ได้ว่าการค้นพบของ ดร.คล้ายอัปสรกับการตรวจเลือดลึกลงไปถึงระดับยีนนั้น มีเพียงรายเดียวในประเทศไทยที่ทำได้ แถมยังเป็นเพียง 1 ใน 4 ของโลก โดยการตรวจในระดับยีนทำให้สามารถทราบได้ถึงโอกาสของการเป็นโรคตั้งแต่ระดับที่ยังไม่แสดงอาการ การตรวจในระดับนี้ทำได้เหนือกว่าคลินิกตรวจสุขภาพทั่วไป การตรวจลึกในระดับยีนนอกจากจะทำให้แก้ปัญหาหรือจัดยา อาหารเสริมหรือหาแนวทางที่เหมาะสมในการยับยั้งโรคได้ ไม่ต้องใช้ระบบการวินิจฉัยแบบเดิมที่ค่อยๆ หาสาเหตุของโรคตามสมมติฐานไปเรื่อยๆ โดยในระบบเดิมย่อมเป็นผลบวกต่อบริษัทยาและสถานประกอบการที่ลูกค้าหรือคนไข้จะต้องเข้ามาพบแพทย์บ่อยๆ หากเป็นสถานประกอบการเอกชนย่อมมีผลต่อค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยที่เป็นรายได้ของสถานพยาบาลแห่งนั้น แม้กระทั่งการให้บริการด้านความงามต่างๆ ก็มีผลต่อการเกิดยีนกลายพันธุ์ อาจทำให้เป็นโรคอื่นตามมาได้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการเหล่านั้น หากยังมีบริการตรวจยีนอย่างที่ฮาร์ท เจเนติกส์ตทำอยู่ อีกด้านหนึ่งผู้ที่ให้บริการตรวจสุขภาพย่อมมองว่าบริการของฮาร์ท เจเนติกส์ ย่อมทำให้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญ เพราะสามารถบ่งชี้ไปถึงต้นตอของโรคได้ตั้งแต่ยังไม่เกิดหรือเริ่มเกิด โดยโรคนั้นยังไม่แสดงอาการ ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือที่มีต่อการให้บริการในปัจจุบัน ขณะเดียวกันด้วยความสามารถในการตรวจและหาต้นตอของโรคได้ ทำให้นวัตกรรมของ ดร.คล้ายอัปสรเป็นที่หมายตาของโรงพยาบาลและสถานประกอบการด้านสุขภาพหลายแห่ง นอกจากชื่อเสียงที่อยู่ในระดับโลกแล้วรวมถึงเป็น 1 ใน 10 ที่ได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรมจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ทำให้การต่อยอดในทางธุรกิจทำได้ง่ายขึ้น แม้ว่าค่าตรวจจะมีราคาแพง แต่สำหรับคนที่รักสุขภาพและมีฐานะในระดับกลางขึ้นไป ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับพวกเขา ดังนั้น กระบวนการในการสกัดกั้น เพื่อให้คู่แข่งไม่สามารถยืน เติบโตหรือเกิดขึ้นได้ในธุรกิจสุขภาพที่มีเม็ดเงินมหาศาลจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากปัญหาต่างๆ ที่ตัวของ ดร.คล้ายอัปสรต้องเผชิญอยู่นับตั้งแต่การนำเอานวัตกรรมนี้มาเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ อีกแนวทางหนึ่งที่แพทย์อาวุโสพยายามเจรจาเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร ซื้อหุ้นเพิ่ม เพื่อหวังฮุบกิจการและขอให้ ดร.คล้ายอัปสร เป็นเพียงผู้ปฎิบัติ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการบริหารของบริษัทนี้ทั้งหมด ยังคงดำเนินต่อไป เพราะนวัตกรรมนี้หากไม่สามารถหยุดยั้งได้จะกระทบกับธุรกิจด้านสุขภาพทางเลือกทั้งที่โรงพยาบาลเอกชน หรือศูนย์ความงามต่างๆ ที่มีการโฆษณาการใช้นวัตกรรมเซลล์บำบัด เพื่อหลีกเลี่ยงคำว่า สเต็มเซลล์ ต้องได้รับผลกระทบแน่นอน! เพราะฉะนั้น กรรมวิธีที่ดีที่สุดคือการทำลาย หรือเข้ามาฮุบกิจการนี้เสียเอง!! แต่สิ่งที่น่าสนใจในวงการสุขภาพขณะนี้ก็คือ สเต็มเซลล์มีความมหัศจรรย์รักษาโรคได้จริงหรือ ที่สำคัญฉีดสเต็มเซลล์ช่วยชะลอความแก่และหย่อนยาน ที่บรรดานักการเมือง นักธุรกิจ ดารา หรือหนุ่มสาวในวงการไฮโซนิยมฉีดกันได้จริงหรือไม่ และฉีดแล้วมีโอกาสเกิดมะเร็งตามมาหรือไม่ ผศ.นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้าหน่วยสเต็มเซลล์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จะมาไขคำตอบ (ตอนที่ 3) ที่มา : www.manager.co.th |
“นวัตกรรมเซลล์บำบัด-สเต็มเซลล์” ธุรกิจหลอกคนรวย!? “ฮาร์ท เจเนติกส์” ถอดรหัสยีนพบมะเร็งก่อนระยะที่ 1 (ตอนที่ 1)
|
ตามหาคำตอบ ทำไมคนล้างพิษตับจำนวนมากถึงได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น !? (ตอนจบ) : ชีวิตใหม่หลังล้างพิษตับ
โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
หลักสูตรการล้างพิษตับที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยนั้นถือได้ว่าเป็นการบูรณาการและผสมผสานภูมิปัญญาหลายด้านเอาไว้ด้วยกัน
ในตอนที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ได้อธิบายเอาไว้แล้วว่า การอดอาหารดีอย่างไร การล้างลำไส้ให้สะอาดเกิดประโยชน์อย่างไร และการใช้น้ำมันมะกอกล่อให้น้ำดีออกมาและขับน้ำดีออกมานั้นช่วยเป็นการขับพิษออกจากร่างกายเราอย่างไร
แต่สิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ก็คือ... ชีวิตใหม่หลังล้างพิษตับ ที่น่าจะสำคัญยิ่งกว่า !!!
เหตุเพราะว่าในระหว่างการอบรมหลักสูตรล้างพิษที่ได้มาตรฐานนั้น จะให้องค์ความรู้ให้กับผู้เข้ารับการอบรมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย วิธีการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และอาหารที่เป็นโทษ ตลอดจนการให้ธรรมะสติเตือนใจในชีวิตหลังการล้างพิษ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.manager.co.th
แม้ส่วนตัวผมแล้วจะใช้คำว่า "ก้อนไขมัน" ในการเรียกก้อนสีเขียวที่ขับถ่ายออกมาในการล้างพิษตับมากกว่าที่จะเรียกมันว่า "นิ่ว" และอาจจะไม่เห็นด้วยเสียทีเดียวหากจะเรียกวุ้นเมือกสีขาวๆว่า "เซลล์มะเร็ง" หรืออาจจะไม่สามารถสรุปได้ว่าน้ำเหนียวๆสีดำนั้นคือน้ำมันทอดที่ออกมาจากตับ เพราะอย่างไรเสียตราบใดที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร เราก็ไม่น่าจะด่วนสรุปว่าก้อนเหล่านั้นคือสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้
เพียงแต่เราควรจะเลี่ยงคำให้ถูกต้องเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันมากขึ้นทางสถิติจะเหมาะสมกว่าเช่น อาจเรียกผลิตภัณฑ์วุ้นสีขาวว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตามสถิติพบมากในผู้ป่วยมะเร็ง หรือผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ตามสถิติพบว่าสามารถพบได้บ่อยในคนที่มีประวัติเช่นนั้น เช่นนี้ ก็น่าจะเป็นที่รับฟังได้มากขึ้น เพราะในความจริงแล้วเราพบว่าคนที่มีประสบการณ์มากในการ "อ่านถัง" หรือวิเคราะห์จากผลิตภัณฑ์ที่ขับถ่ายออกมาอย่างละเอียดในการล้างพิษตับ เช่น ลักษณะผลิตภัณฑ์ สี กลิ่น เขาสามารถจะระบุพฤติกรรมการบริโภคของเราในอดีตได้แม่นยำมากอย่างน่าอัศจรรย์
และข้อสำคัญหลายคนรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงสุขภาพของตัวเองที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรวจของผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ ศูนย์ล้างพิษของกลุ่มบุญคณา จังหวัดขอนแก่น ซึ่งตรวจเลือดและอัลตร้าซาวด์ทั้งก่อนและหลังล้างพิษตับ โดย รศ.นพ.อนัน ศรีพนัสกุล อาจารย์แพทย์จาก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็ได้สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงที่ทำให้เราได้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพก่อนเข้าล้างพิษตับนั้น กลับมีผลการตรวจที่บ่งชี้ถึงสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปริมาณเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้น ปริมาณเกล็ดเลือดเพิ่มสูงขึ้น ภาวะภูมิแพ้น้อยลง และนิ่วในถุงน้ำดีหายไป ลดจำนวนลง และลดขนาดลง ฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนที่เข้าหลักสูตรล้างพิษตับได้เห็นถึงผลิตภัณฑ์ของตัวเองที่ขับถ่ายออกมากับตา หลายคนจึงเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองไปอย่างมาก ยิ่งหากบางศูนย์มีการให้ข้อมูลในการบริโภคเนื้อสัตว์มากๆ หรือเปิดสารคดีของอุตสาหกรรมการฆ่าสัตว์เพื่อทำเป็นอาหารด้วยแล้ว หลายคนเปลี่ยนพฤติกรรมโดยลดการรับประทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง จนถึงขั้นงดเนื้อสัตว์ไปเลยก็มี หลายคนบริโภคพืชผักมากขึ้น หลายคนเลิกดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลายคนเลิกยาเสพติด หลายคนระมัดระวังอาหารทอดมันๆ หรือ หวานๆมากขึ้น และมีอีกหลายคนรับประทานอาหารให้มีปริมาณน้อยลง ฯลฯทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ องค์ความรู้และข้อมูลที่ทำให้คนที่เข้าอบรมเชิงปฏิบัติการในการล้างพิษตับเปลี่ยนพฤติกรรมไปจากเดิมอย่างมาก และการมีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปนี้เองย่อมทำให้สุขภาพของผู้ที่เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการมีสุขภาพที่ดีขึ้นเป็นลำดับ ทำให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น พึ่งยาน้อยลง พึ่งหมอน้อยลง
หลายคนมีสุขภาพดีขึ้นจนลดยาเคมี ไปจนถึงขั้นปลดแอกจากทาสการรับประทานยาที่ไม่ต้องพึ่งยาเคมีอีกเลยหลังจากได้รับการฝึกอบรมการล้างพิษตับ และมีคนอีกจำนวนมากเมื่อเข้าหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการแล้ว ก็สามารถล้างพิษตับเองต่อที่บ้านได้หลังจากนั้นอีกหลายครั้ง และถ้าบางคนมีประสบการณ์สูงก็สามารถขยายการล้างพิษไปให้กับคนใกล้ชิดในครอบครัว ญาติพี่น้อง มิตรสหาย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการปรับจิตใจที่มุ่งที่จะแผ่ความเมตตาไปในทุกสารทิศ เป็นพลังเชิงบวกที่ยากที่จะหาได้ยากยิ่งในยุคนี้
พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปข้างต้นทำให้หลายคนเปลี่ยนวิธีคิดไปจากเดิม เมื่อ ลด ละ เลิก การบริโภคที่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกาย ก็ทำให้ความโลภและการแสวงหาลดน้อยลงไปด้วย การเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบก็น้อยลง และทำให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็นเป็นสุขขึ้น
หลักสูตรล้างพิษตับของชาวอโศกนั้น แม้จะเน้นหนักในเรื่องการล้างพิษ แต่ความจริงแล้วพวกเขายังได้ให้ความสำคัญเรื่องสำคัญอื่นๆด้วย เพราะการเอาพิษออกเป็นส่วนสำคัญเพียงแค่ 1 ใน 8 เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากหนังสือคู่มือการอบรม "โครงการฟื้นฟูและส่งเสริมสุขภาพองค์รวม แบบ 8 อ." จัดทำโดย ชาวศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งความหมายของ 8 อ.คือ
1. อิทธิบาท 4 (ฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา)
2. อารมณ์
3. อาหาร
4. อากาศ
5. ออกกำลังกาย
6. เอนกาย
7. เอาพิษออก
8. อาชีพที่เหมาะสม
การล้างพิษตับไม่ได้ทำให้คนมีอายุยืนเป็นอมตะนิรันดร์กาล และไม่ได้แปลว่าทุกคนจะหายป่วยจากโรคร้ายของตัวเองด้วยการล้างพิษตับในทุกๆโรค เพราะอย่างไรเสียทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือกก็ไม่สามารถทำให้มนุษย์เป็นอมตะได้เช่นกัน
เพราะมนุษย์ทุกคนต่างก็มีกรรมของตัวเองที่ทำให้อายุตัวเองสั้นยาวไม่เท่ากัน และเจ็บป่วยไม่เท่ากัน และเพราะกรรมแต่ละคนก็คงจะมีโอกาสหาหนทางที่เหมาะสมกับตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีได้ไม่เท่ากันเช่นกัน
พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 จูฬกัมมวิภังคสูตร ได้กล่าวถึงตั้งแต่ข้อ 582 - 583 เกี่ยวกับการมีอายุยืนและอายุสั้นว่า ถ้าเราฆ่าชีวิตสัตว์ มีจิตใจที่เหี้ยมโหด หมกมุ่นอยู่ในการประหัตประหาร ตายไปก็เข้าถึงนรก เกิดมาเป็นมนุษย์ก็มีอายุสั้น ในทางตรงกันข้ามถ้าเราเป็นผู้ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่สร้างโทษภัย วางอาวุธ มีความละอายที่จะทำบาป มีแต่ความเอ็นดู ช่วยเหลือเกื้อกูลสรรพสัตว์และภูต หากตายไปก็จะเข้าถึงสุขคติในโลกสวรรค์ หากเกิดมาเป็นมนุษย์ก็จะมีอายุยืน
พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 จูฬกัมมวิภังคสูตร ได้กล่าวถึงตั้งแต่ข้อ 584-585 เกี่ยวกับเหตุของการมีโรคน้อยและโรคมากว่า บุคคลใดหากชอบเบียดเบียนสัตว์ด้วย ฝ่ามือ ท่อนดิน ท่อนไม้ ของมีคม หากเขาตายไปก็จะเข้าถึงนรก ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์จะเป็นคนมีโรคมาก ในทางตรงกันข้ามบุคคลใดปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วย ฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ ของมีคม หากเขาตายไปจะเข้าถึงสุคคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนมีโรคน้อย
พระไตรปิฎกเล่ม 20 ข้อ 461 คิลานสูตร ได้กล่าวถึงธรรมะจากพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับลักษณะของคนไข้ในโลกนี้มี 3 จำพวก พวกแรก ทำอย่างไรก็ไม่หายจากการเจ็บป่วยไม่ว่าจะได้อาหารดีหรือไม่ได้ก็ตาม ได้ยาดีหรือไม่ได้ก็ตาม ได้หมอหรือคนดูแลที่ดีหรือไม่ก็ตาม พวกที่สองคือ ทำอย่างไรเมื่อถึงเวลาก็หายจากโรคเอง ไม่ว่าจะได้อาหารดีหรือไม่ได้ก็ตาม ไม่ว่าจะได้ยาดีหรือไม่ได้ก็ตาม และไม่ว่าจะได้หมอหรือคนที่ดูแลที่ดีหรือไม่ได้ก็ตาม พวกที่สามคือ ต้องได้อาหารที่ดี ยาดี และหมอหรือคนดูแลที่ดีจึงจะหาย และเราก็หวังว่าคนที่เข้าหลักสูตรล้างพิษตับแล้วหายจะอยู่กลุ่มคนพวกที่สองและสามที่ถึงเวลาต้องหมดการชดใช้กรรมที่ตัวเองได้เคยก่อเอาไว้ในชาติก่อนหรือชาตินี้
ทั้งหมดก็สะท้อนให้เห็นว่าความตายเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ อายุยืนหรือสั้นก็ขึ้นอยู่กับกรรม มีโรคมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับกรรม และจะรักษาหายได้ จะเจอวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองจนทำให้หายเจ็บป่วยได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกรรมด้วยเช่นกัน
ดังนั้นการล้างพิษตับน่าจะเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งให้มีสุขภาพที่ดีแบบพึ่งพาตนเองได้ แต่ก็ทำให้คนที่เข้าอบรมหลักสูตรได้มีสติในการดำเนินชีวิตมากขึ้น มีความโลภน้อยลง และเบียดเบียนสังคมน้อยลง และมุ่งเน้นจะทำประโยชน์ในสังคมให้มากขึ้นในช่วงชีวิตที่เหลือ ตรงนี้ต่างหากที่มีความสำคัญมากสิ่งอื่นใด
เพราะถ้าประชาชนมีความคิดเปลี่ยนแปลงเพื่อปฏิวัติสุขภาพตนเองเสียใหม่กันมากๆ การบริโภคอาหารและยาก็จะเปลี่ยนไป การบริโภคและความโลภก็จะลดน้อยลง สุขภาพและฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนก็จะเปลี่ยนแปลงไป กระบวนการผลิตในประเทศก็จะเปลี่ยนตาม ระบบเศรษฐกิจก็จะเปลี่ยนตาม และสามารถลุกลามไปถึงการสร้างคุณธรรมและศีลธรรมตลอดจนสำนึกที่ดีต่อสังคมโดยรวมให้มีมากขึ้น ถึงเวลานั้นการเมืองย่อมเปลี่ยนตาม และประเทศไทยก็จะน่าอยู่มากขึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นความฝันเล็กๆที่ผมอยากได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่ !!!
ที่มา : www.manager.co.th
วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556
4 วิธีแก้อาการหลง ๆ ลืม ๆ
|
วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556
20 ผักผลไม้ที่ล้างพิษในร่างกายได้

คนโบราณและนักโภชนาการมักกล่าวว่า”อาหาร”เป็นยาที่วิเศษที่สุด เพราะเป็นแหล่งรวมของ
สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่ใช่ว่าต้องเป็นอาหารที่มีราคาแพงอย่างเป๋าฮื้อ หูฉลาม
รังนก หรือของหายากอย่างดีหมีเท่านั้น ถึงจะให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายได้ เพราะจาก
การศึกษาแล้วพบว่าอาหารที่เราหาได้ตามท้องตลาดในชีวิตประจำวัน
ก็มีประโยชน์ในตัวไม่ใช่น้อย
ที่สำคัญอาหารเหล่านี้ยังช่วยล้างพิษให้แก่อวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น ตับ ลำไส้ ไต ผิวหนัง
ช่วยป้องกันการจับตัวของสารพิษ รวมถึงช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งสารพิษต่างๆที่
สะสมอยู่ในร่างกายอาจมาจากควันพิษในอากาศ สารเจือปนในอาหาร เช่น สีผสมอาหาร
สารกันเสีย ยาฆ่าแมลง ปรุงรส เป็นต้น
คราวนี้ลองมาดูกันว่าอาหารชนิดใดสามารถช่วยล้างพิษให้คุณได้บ้าง
เริ่มจากลำดับที่ 1. สาหร่าย พืชสีเขียวในทะเลที่หลายคนมองข้ามคุณประโยชน์
แต่จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่าสาหร่าย
สามารถจับของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกาย ในปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงรังสีต่างๆ
จากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นไมโครเวฟทั้งหลายได้
ซึ่งพลังงานความร้อนเหล่านี้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ก่อให้เกิดมะเร็งได้
ซึ่งสาหร่ายจะช่วยดูดซึมคลื่นรังสีเหล่านั้น และสามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย
นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก
2. หัวหอม ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
ช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LD ซึ่งไม่ดีเพราะเป็นตัวการ
ก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น
ช่วยรักษาโรคหอบ โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือ
ช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่
3. มะนาว เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสด
เมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น
แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะเป็นอาหารที่ช่วยล้างพิษในลำไส้
และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย
4. เมล็ดแฟลกซ์ ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็น อย่างโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์
ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
นอกจากนี้ยังมีสารอื่นที่ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างการแข็งแรงขึ้น
5. กระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดแบคทีเรียและไวรัสออกจาก
ระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อ ทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือมีเลือดปน
หรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งสารในกระเจี๊ยบสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
และไวรัสเหล่านั้นได้
6. ทับทิม ตำราแพทย์แผนโบราณของชาวเอเชียกล่าวไว้ว่า การดื่มน้ำทับทิมสามารถรักษา
อาการอักเสบและลดความปวดได้ เนื่องจากในผลทับทิมมีสารแอสไพรินซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกัน
กับแอสไพรินในยาแก้ปวด ช่วยล้างพิษ ลดการติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และลดอาการ
อักเสบ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการไขข้ออักเสบ ปวดบวม ช้ำ แนะนำให้กินทับทิม เพราะช่วยลด
อาการปวดลงได้ ขณะเดียวกันยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น
7. พืชตระกูลถั่ว (เช่นถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว) จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินถั่ว
เป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน และลดอัตราความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจ
ด้วยพืชตระกูลถั่วนี้ประกอบด้วยไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ทำความสะอาดลำไส้
ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ อีกทั้งช่วยป้องกัน
การเกิดมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย
8. ขึ้นฉ่าย ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความสะอาดเลือดและช่วยลดความดันโลหิต
สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจาก
ขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่ายยังประกอบ
ไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือ
ผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย
9. แครอท เต็มไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน ( Alpha and Beta-carotene )
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิตามินเอ และถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมช่วยปกป้องร่างกายจาก
สารพิษในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาท สายตา ผิวหนัง ที่ต้องสัมผัสแสง
แดเป็นประจำ และจากการวิจัยพบว่าสารในแครอตช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยทำให้ระบบ
ทางเดินหายใจและหัวใจแข็งแรงขึ้น
10. มะเขือพวง คนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารประเภท ผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิ
และน้ำพริก สมัยก่อนแกงกะทิเช่นแกงไก่ใส่มะเขือพวงเต็มไปด้วย ใส่ไก่น้อยเน้นการกิน
มะเขือเป็นหลักแต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้าม แกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือ และคนก็เลือก
กินแต่ไก่ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในปัจจุบันมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อน มะเขือพวง
เป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งสามารถช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย
ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบ
ทางเดินอาหารได้เร็วขึ้นและลดการสะสมของเสีย
11. ส้มโอ หรือเกรปฟรุต เพราะเป็นผลไม้รสชาติดีจึงได้รับความนิยมในอาหารมื้อเช้า
ของชาวตะวันตก สารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุต สามารถช่วยลดระดับ
คอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือด
นอกจากนี้เพกตินยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อร่างกาย
ส่วนเกรปฟรุตช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพราะอาหาร
และมะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษ
ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
12. กระเทียม จากหลายการศึกษาให้ผลตรงกันถึงคุณสมบัติของกระเทียมในการทำความสะอาด
ร่างกาย นั่นคือ การกินกระเทียมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร
และฆ่าเชื้อไวรัส โดยเฉพาะทำความสะอาดเลือดและระบบลำไส้ ทำให้เส้นเลือดมีความ
ยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิต นอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดิน
หายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่
มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย
13. บลูเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีค่าแอนติออกซิแดนต์สูงมากชนิดหนึ่งและถือเป็นหนึ่งในสุดยอด
อาหารรักษาโรค เนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารแอสไพรินตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดการระคายเคือง
สารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ลดการติดเชื้อใน
ทางเดินปัสสาวะ
14. กะหล่ำ เต็มไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ ( Antioxidant ) และช่วยตับ
ขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยทำความ
สะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพราะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ พืชตระกูล
กะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี และกะหล่ำปม ผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาด
ร่างกายและช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย
และช่วยให้ตับผลิตเอนไซม์ออกมาให้เพียงพอในการกำจัดของเสีย
15. บีตรูต ผักสีแดงที่นิยมใส่ในสลัดนี้นับเป็นผักมหัศจรรย์ซึ่งเประกอบไปด้วยไฟโรเคมีคอล
( Phytochemical ) วิตามินและเกลือแร่หลายชนิด ซึ่งทำให้บีตรูตมีคุณสมบัติต่อต้านชื้อ
โรค ทำความสะอาดเลือด ตับและระบบน้ำเหลือง อีกทั้งมีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายรับออกซิเจน
ได้มากขึ้น จึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งจากกการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่าบีตรูต
ช่วยปรับระดับกรด-ด่างในเลือดให้สมดุลด้วย
16. อะโวคาโด อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จาก
ตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน(Glutathione ) ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอล
และป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้
เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนัก
ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ( University of Michigan ) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกิน
อาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ได้กิน และมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อย
กว่า 30 เปอร์เซ็นต์
17. ตำลึง ผักใบเขียวที่ขึ้นข้างรั้วหาง่าย และราคาไม่แพงนี้ ในสมัยก่อนเรามักนำมาทำแกงจืด
ตำลึงโดยใสเนื้อสัตว์น้อยๆ แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่าแกงจืดตำลึงจะมีตำลึงอยู่ไม่กี่ใบ และมีหมูสับเต็ม
ไปหมด ซึ่งตำลึงมีคุณสมบัติ ช่วยผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น
นอกจากนี้สารที่มีอยู่ในตำลึงยังช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายด้วย
18. แอปเปิ้ล ประกอบไปด้วยเพกตินสูง เพกตินเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่ช่วยจับคอเลสเตอรอล
และโลหะหนักในร่างกายที่ปะปนมากับอาหาร เช่น ปรอท ตะกั่ว ซึ่งทำลายเซลล์สมอง นี่คือ
เหตุผลที่เราควรจะกินแอปเบิลเพื่อล้างสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์
ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส จากการศึกษาทดลองยังพบว่าแอปเปิล
ช่วยขับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็ก และทำให้เกิดไมเกรน
ในผู้ใหญ่ได้
19. อัลมอนด์ เป็นถั่วที่มีใยอาหารสูง มีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แม้จะมีไขมัน
แต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควรกินอัลมอนด์
นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูง
ก็จะเกิดอาการไฮเปอร์ไกลซีเมีย ( Hyperglycemia ) ทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ
หายใจไม่ออก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และหากน้ำตาลในเลือดต่ำที่เรียกว่า
ไฮโปไกลซีเมีย( Hypoglycemia )จะทำให้เกิดอาการหน้ามืด
เป็นลม ใจสั่น ไม่มีแรง คิดอะไรไม่ออก
20. กล้วย มีคุณสมบัติในการบำรุงและสร้างความแข็งแรงแก่กระเพาะอาหาร ในขณะเดียวกัน
ก็ให้เกลือแร่ที่จำเป็นแก่ร่างกาย เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมช่วยควบคุมระดับ
ของเหลวในร่างกายโดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกิออกจากร่างกายโดยช่วยขับของเปลว
หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูก
ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :: Good Look Good Health
http://www.dietathome.biz/pt
อัลมอนด์ช่วยล้างพิษได้อย่างไร
อัลมอนด์ช่วยล้างพิษได้อย่างไร ในอัลมอนด์มีใยอาหารสูง และมีแคลเซียมและโปรตีนที่ส่งผลดีต่อร่างกาย
แม้จะมีไขมันแต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกาย ในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควรรับประทานอัลมอนด์ด้วย
นอกจากนี้ อัลมอนด์ยังมีสรรพคุณในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยที่ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูง
จะส่งผลให้เกิดอาการที่เรียกว่า Hyperglycemia จะทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ หายใจไม่ออกและไม่สามารถ
ควบคุมตัวเองได้ และหากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำในระดับที่เรียกว่า Hypoglycemia จะทำให้เกิดอาการหน้ามืด
เป็นลม ไม่มีแรง ใจสั่น ได้
มีผลการวิจัยจากสถาบันชั้นนำทั้งในยุโรปและอเมริกาพบว่า การรับประทานอัลมอนด์เพียงวันละ 1หยิบมือ
สามารถช่วยลดไขมันเลว หรือ LDL ได้ถึง 4.4% และถ้ารับประทาน 2หยิบมือต่อวัน จะช่วยลด LDL ได้ถึง
9.4% อีกทั้งยังทำให้ระดับของไขมันดี หรือ HDL เพิ่มขึ้นอีกด้วย
นอกจากอัลมอนด์จะมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว อัลมอนด์ยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินบี วิตามินอี
และโอเมก้า3 ซึ่งจำเป็นต่อการเสริมสร้างเซลล์ที่สึกหรอของผิวหนังและเส้นผม อีกทั้งยังช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย
และที่สำคัญไฟเบอร์ที่ได้จากอัลมอนด์ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย
ที่มา http://www.bloggang.com/
สมัครสมาชิก:
บทความ
(
Atom
)