วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

“นวัตกรรมเซลล์บำบัด-สเต็มเซลล์” ธุรกิจหลอกคนรวย!? “แพทย์จุฬาฯ” ชี้คนไทย!ถูกหลอกรักษา “สเต็มเซลล์” (ตอนที่ 3)

        ขอขอบคุณภาพจาก www.manager.co.th
       ผศ.นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา เตือน-ธุรกิจหลอกลวงสเต็มเซลล์มากขึ้นเรื่อยๆ อยากที่จะทำให้คนไทยมีความรู้เรื่องสเต็มเซลล์ที่ถูกต้อง เพื่อไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของนักธุรกิจเสื้อกาวน์ได้ง่ายๆ   ขณะเดียวกันเป็นการพัฒนาวิธีการรักษาโรคใหม่จากเทคโนโลยีสเต็มเซลล์มีความเป็นไปได้จริงแต่ยังไม่ใช่ในปัจจุบัน ที่มีข่าวใช้กันแพร่หลายในสังคมไทยตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นใช้ต้านวัยชรา ใช้เสริมความงาม ไปจนถึงรักษาโรคเรื้อรังที่ไม่มีทางหายเช่น อัมพาตร ไตวาย สมองเสื่อม นั้นเป็นการเกาะกระแสความดังระดับโลกของงานวิจัยสเต็มเซลล์ในหลอดทดลองซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วใน 10 ปีที่ผ่านมา นำมาหาผลประโยชน์ โดยที่ยังไม่มีข้อมูลหรือแม้แต่หลักการทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน นำมาหลอกลวงขายในราคาแพงมากทั้งที่บางครั้งอาจเป็นเพียงการฉีดน้ำเปล่าหรือเซลล์ที่ไม่ใช่สเต็มเซลล์ มีการให้ข้อมูลต่อคนไข้ที่ไม่ถูกต้อง และไม่แจ้งถึงผลร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้  ทำให้เกิดความเชื่อผิดๆว่าสเต็มเซลล์เป็นเซลล์วิเศษเป็นโรคอะไรฉีดเข้าไปก็รักษาได้
        
        
       จริงๆแล้ว สเต้มเซลล์มีหลายชนิดแต่ละชนิดมีคุณสมบัติไม่แหมือนกัน สำหรับวงการแพทย์ทั่วโลกการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ที่เป็นการรักษาที่ได้รับการยอมรับว่าได้ผลจริงในปัจจุบันนับแค่การใช้สเต็มเซลล์จากระบบเลือดรักษาโรคเลือดต่างๆ เท่านั้น การใช้สเต็มเซลล์โรคเช่นข้อเข่าเสื่อม-กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด—เชื่อมกระดูกยังเป็นระดับการทดลอง มีที่ได้ผลเล็กน้อยบ้างแต่ยังไม่ได้ผลน่าพอใจจนเป็นการรักษามาตรฐาน ส่วนอื่นๆเช่นโรคสมอง ฉีดรกแกะ ชะลอความแก่ ลดความเหี่ยวย่น กล่าวได้ว่ายังไม่มีข้อมูลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือแม้ในระดับสัตว์ทดลอง
        
        
       Stem cell “สเต็มเซลล์” แสงสว่างของผู้ป่วยที่แฝงด้วยมุมมืด!
        
       กว่า 10 ปีมาแล้วที่ชื่อของ “สเต็มเซลล์” ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันอย่างมากในวงการแพทย์ถึงนวัตกรรมการรักษาที่ก้าวหน้า และในหมู่ประชาชนเอง “สเต็มเซลล์” ก็กลายเป็น “ความหวัง” สำคัญสำหรับผู้ที่กำลังประสบภาวะโรคร้ายแรง รักษาไม่หายขาด รวมทั้งครอบครัวของผู้ป่วยเหล่านั้น จนกระทั่งแพทยสภาประกาศว่าการใช้สเต็มเซลล์ในประเทศไทยยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายเมื่อหลายปีก่อน หลายคนรู้สึกว่าแพทยสภาล้าหลัง ไม่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งๆ ที่มีความหวัง แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ เพราะเรื่อง “สเต็มเซลล์” ยังไม่ได้มีผลวิจัยที่ระบุอย่างชัดเจนว่าปลอดภัยต่อผู้ป่วย แต่ธุรกิจทางการแพทย์ต่างๆ ได้เตรียมจับจ้องเอาชื่อของ “สเต็มเซลล์” หารายได้กันอย่างไม่แคร์จริยธรรมเป็นดอกเห็ด
        
                  
       ปัจจุบัน ผศ.นพ.นิพัญจน์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยสเต็มเซลล์ (Stem Cell and Cell Therapy Research Unit) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย!
        
       ผศ.นพ.นิพัญจน์เล่าว่า สเต็มเซลล์ในประเทศไทยเวลานี้หากหมายถึงเรื่องนวัตกรรมทางการแพทย์แล้ว สเต็มเซลล์ก็เป็นความหวังสำคัญสำหรับแพทย์ และผู้ป่วย ในการรักษาโรคร้ายต่างๆ มากมาย แต่ก็ต้องเข้าใจว่าขณะนี้การใช้สเต็มเซลล์มารักษาทางการแพทย์ในประเทศไทย และแม้แต่ในต่างประเทศเองนั้น มีการรับรองการใช้แค่รักษาโรคที่เกี่ยวกับโรคเลือดต่างๆ เพราะผ่านการวิจัยมาแล้วว่าปลอดภัยพอสำหรับมนุษย์ แต่การนำสเต็มเซลล์มารักษาโรคอื่นนั้น ยังเป็นเพียงการอยู่ในขั้นตอนของการทดลอง หรือการทำวิจัยเท่านั้น
        
       หมอนิพัญจน์ยืนยันว่าไม่มีโรงพยาบาลใดทั้งรัฐบาล และเอกชนที่ได้รับการรับรองการรักษาโรคต่างๆ ที่ไม่ใช่โรคเลือดเลยแม้แต่โรงพยาบาลเดียว
        
       ดังนั้น ที่เห็นโฆษณาว่า รพ.นี้มีการใช้สเต็มเซลล์ หรือบางแห่งเลี่ยงบาลีด้วยการใช้คำว่า เซลล์บำบัด มารักษาคนไข้ได้ เห็นผลอย่างนั้นอย่างนี้ ถือว่าเป็นการโฆษณาที่เข้าข่ายหลอกลวง!
        
       ถึงวันนี้คนไข้ทุกคนต้องรู้ตัวว่ากำลังถูกหลอก เพราะทุกโรงพยาบาลนำสเต็มเซลล์มารักษาได้เฉพาะในขั้นตอนของการทดลองวิจัย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อชีวิต ดังนั้นหากแพทย์โรงพยาบาลไหนรักษาคนไข้ด้วยสเต็มเซลล์ในเวลานี้ จึงไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากคนไข้ได้ เพราะเป็นเพียงการทดลอง แพทย์โรงพยาบาลไหนเรียกเก็บเงินการรักษา จึงถือว่าทำผิดวินัยทางการแพทย์!
        
        
       Cell Therapy จริงหรือหลอก?
        
       อย่างไรก็ดี หลายๆ ประเทศมีการใช้ “ความเชื่อ” ในการรักษาพยาบาลมาอย่างยาวนานด้วย โดยเฉพาะกรณีการรักษาที่เรียกว่า Cell Therapy หรือเซลล์ซ่อมแซมรักษา
        
       ผศ.นพ.นิพัญจน์อธิบายว่า Cell Therapy หรือการใช้เซลล์เพื่อรักษาโรคนั้นมีทั้งส่วนที่เป็นศาสตร์จริงที่กำลังมีการศึกษาพัฒนา เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูกซึ่งเป็นการรักษามาตรฐานในปัจจุบัน การใช้เซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง การใช้ mesenchymal stem cell จากไขกระดูกเพื่อรักษาภาวะภูมิต้านทานจากเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่าย ที่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ยอมรับแต่ยังอยู่ระหว่างการทดลองเพื่อทดสอบพัฒนาประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็มีการใช้คำว่า cell therapy ในสิ่งที่ที่อาจไม่ตรงกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์แต่มาจากความเชื่อ เช่นเชื่อว่าร่างกายเซลล์ชนิดใดเสียก็ฉีดเซลล์ชนิดนั้นเข้าไป ทั้งๆที่ในทางวิทยาศาสตร์เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าต่อให้มีเซลล์ชนิดที่ต้องการ การจะนำไปปลูกถ่ายให้เซลล์เชื่อมกับเซลล์ร่างกายโดยสมบูรณ์ มีการทำงาน และอยู่ในร่างกายอย่างยาวนานเป็นไปได้ยากมาก การฉีดเข้าเลือดหรือแม้แต่ฉีดเข้าอวัยวะส่วนใหญ่เซลล์ที่ฉีดจะหายไปจากร่างกายใน 24 ชั่วโมง ในส่วนที่เป็นความเชื่อนี้มีไปจนถึงการฉีดเซลล์สัตว์ ซึ่งในทางการแพทย์การฉีดเซลล์สัตว์มีโอกาสเกิดอันตรายได้หลายๆอย่าง มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต ทำให้หลายๆประเทศรวมทั้งไทยห้ามการฉีดเซลล์สัตว์เข้าในร่างกายมนุษย์
        
       “Cell Therapy ที่ทำตามความเชื่อ มีมานานแล้ว เกือบ 100 ปี แต่ถามว่าพิสูจน์ในวงการรักษาหรือยัง ตรงนี้ ไม่มีพื้นฐานทางวิชาการรองรับ แต่บางประเทศก็เอาเรื่องนี้ออกยาก เพราะอยู่ในวงการมานานแล้ว เช่นบางประเทศในยุโรปแต่อย่าลืมว่าหมอมีหน้าที่พัฒนาความรู้มารักษาคน ถ้าองค์ความรู้เดิมดี แน่นอนว่าหมอจะต้องลงไปศึกษาแล้วหาทางว่าจะเอามารักษาอย่างไร ต้องถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางแล้ว แต่ ที่รักษากันมาเป็น 100 ปี ก็ยังไม่มีข้อสรุป โอกาสที่จะเป็นจริงมันก็ต่ำมาก”
        
       พอมาถึงเมื่อ 50 ปีที่แล้ว มีการนำเซลล์กระดูกมารักษาโรคเลือดจริงๆ บางคนก็เลยเรียกว่า Cell Therapy ด้วย ที่รักษาโรคเลือดบางประเภทได้ ไขกระดูกเสื่อม ไขกระดูกฝ่อ โรคพันธุกรรมของระบบเลือดอันนี้รักษาแล้วหายจริงได้ แต่ก็ใช่ว่าทุกโรคที่เกี่ยวกับเลือดจะได้ผลดีกับทุกคนหมด ต้องหาไขกระดูกที่เข้ากันได้ ขึ้นอยู่กับการรักษาแบบเคสต่อเคสด้วย เช่น ธาลัสซีเมียนั้น การปลูกถ่ายเซลล์ในเด็กจะได้ผลดีกว่าผู้สูงอายุ และมีความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน เพราะการรักษาไขกระดูกจะต้องมีการให้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้สูงอายุก็จะหาไขกระดูกที่เข้ากันได้ยากกว่าเด็กด้วย ซึ่งธาลัสซีเมียในขณะนี้รักษาด้วยยาจะได้ผลดีกว่า 
        
       สำหรับโรคกลุ่มมะเร็งในเลือดหรือมะเร็งอวัยวะอื่น เป้าหมายไม่ใช่ว่าเราจะใช้เซลล์ที่ฉีดเข้าไปไปฆ่ามะเร็ง แต่เราจะใช้ยาที่รุนแรงเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งซึ่งก็จะทำลายเซลล์เม็ดเลือดในร่างกายไปด้วย จึงจะต้องปลูกระบบเลือดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แต่จะใช้เซลล์คนอื่นมากกว่าเซลล์ของตัวเอง แต่ต้องเป็นเซลล์ที่เข้ากันได้ เพราะกลัวว่าเซลล์ของตัวเองจะมีเชื้อมะเร็งอยู่ในเลือดก็จะกลับมาเป็นมะเร็งใหม่
       จุดนี้มาถึงกรณีความเชื่อที่สำคัญที่มีการทำธุรกิจเก็บเซลล์เลือด (Code Blood) ว่าแท้จริงแล้วจะนำมาใช้กับโรคอะไรได้บ้าง คำตอบคือถ้าหวังจะนำมาใช้กับตัวเองแทบไม่มีเลย ที่cord blood นำไปใช้ในโรคต่างๆ เกือบทั้งหมด เป็นการนำไปใช้รักษาผู้อื่นหรือญาติ โรคพันธุกรรมเช่น ธาลัสซีเมีย ย่อมไม่ใช้เพราะเซลล์เราก็มีความผิดปกติทางพันธุกรรมอยู่ดี โรคมะเร็งระบบเลือดก็กลัวว่าcord blood เราจะมีเซลล์มะเร็งอยู่ 
                  
        “ปัจจุบันเราเริ่มพบสเต็มเซลล์ในหลายอวัยวะ สเต็มเซลล์มาจากอวัยวะไหนก็จะเอามาใช้สร้างเซลล์ของอวัยวะนั้นได้ในหลอดทดลอง แต่การนำไปใช้รักษาอวัยวะนั้นๆยังต้องพัฒนาเป็นกรณีๆไป ที่สเต็มเซลล์เลือดใช้ปลูกถ่ายง่ายเพราะเมื่อฉีดเข้าเลือดจะวิ่งไปไขกระดูกเอง สเต็มเซลล์อวัยวะอื่นๆปลูกถ่ายยากกว่าเช่น สเต็มเซลล์สมองแม้ฉีดเข้าไปในสมองก็ยากที่จะกลายเป็นเซลล์ประสาทชนิดที่ต้องการที่บริเวณที่เหมาะสม และส่งรากประสาทไปเชื่อมกับเซล์ประสาทที่อยู่ในสมองและไขสันหลังอย่างถูกต้องต้องหาวิธีที่จะนำสเต็มเซลล์ไปใช้ในจุดที่เราต้องการใช้ได้จริงด้วย
        
       “ยังเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าฉีดเซลล์เข้าไปแล้ว อวัยวะไหนที่บาดเจ็บ เซลล์จะวิ่งไปหาเองเสมอ  มีคนใช้คำพูดที่สวยหรูว่า Stem Cell Homing เป็นความจริงครึ่งเดียว สเต็มเซลล์จากไขกระดูกบางชนิดมีการวิ่งไปอวัยวะที่บาดเจ็บจริง แต่เมื่อไปถึงแล้วทำอะไร ช่วยมากน้อยแค่ไหนยังเป็นที่ถกเถียงกันแต่ที่แน่ๆ สเต็มเซลล์จากเลือดและไขกระดูกหรือไขมันไม่กลายไปเป็นเซลล์สมองหรือเซลล์หัวใจแน่ ถ้าใช้สเต็มเซลล์ชนิดอื่นฉีดเข้าเส้นเลือดปรากฏการณ์ homing ไม่แน่ชัด จากข้อมูลในโดยทั่วไปในสัตว์ทดลองมักหายไปจากร่างกายใน 24-48 ชั่วโมง
        
        
ภาพ : www.cyber.thailife.com
       4 ความเชื่อผิดๆ รักษาด้วย Cell Therapy 
       
       ผศ.นพ.นิพัญจน์บอกอีกว่า เดิมนั้นมีการเชื่อว่า Cell Therapy ด้วยการนำเซลล์มาฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วจะบำบัดได้ทุกอย่าง ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย เป็นความเชื่อที่ผิดและอันตรายมาก สิ่งที่พบในช่วงที่ผ่านมาในการรักษาด้วยสเต็มเซลล์มี 4 ประการที่อยากย้ำด้วยเป็นห่วง
       ประการแรก ประเด็นสำคัญเป็นความเชื่อที่ผิดว่าถ้าเป็นเซลล์ตัวเองจะปลอดภัย ไม่จริงเพราะเซลล์เราเองถ้าฉีดไม่ดีก็ทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตันได้ ถ้าเป็นเส้นเลือดสำคัญก็เกิด หลอดเลือดสมองตีบ ไตวาย อัมพาตร หรือเสียชีวิตได้ นอกจากนี้เนื่องจากเป็นเซลล์ของตัวเองระบบภูมิมองไม่เห็นถ้าเพาะเลี้ยงไม่ดีผิดปกติก็เกิดมะเร็งได้  ในทางตรงข้ามถ้าไม่ใช่เซลล์ของร่างกายเรา เป็นเซลล์ของคนอื่น ฉีดเข้าไปร่างกายเราต่อต้านแน่ เหมือนเวลาไปบริจาคเลือดก็ใช่ว่าจะใช้เลือดของใครก็ได้ ต้องทดลองว่าเข้ากับเลือดเราได้หรือไม่ เช่นเดียวกับอวัยวะ เราปลูกถ่ายอวัยวะเข้าไปในร่างกายเราก็ต้องใช้เซลล์ที่เข้ากันได้กับร่างกายเรา อย่างไรก็ตาม เมื่อเราฉีดเซลล์คนอื่นเข้าไป ร่างกายก็จะพยายามทำลายเซลล์ของคนอื่น ร่างกายเราก็จะหลั่งสารมากมายเพื่อไปทำลายเซลล์นั้น บางครั้งก็รุนแรงจนเกิดอันตรายได้
       “บางทีคนก็รู้สึกซู่ซ่า แปล๊บๆ รู้สึกมันแรงตรงบริเวณที่ฉีดเซลล์เข้าไป มันตึง แต่ไม่ใช่ว่าดี หรือร่างกายออกปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแล้ว มันเป็นเพียงการหลั่งสารเพื่อไปทำลายเซลล์ที่เราฉีดเข้าไป เราจะเป็นหนุ่มเป็นสาวหน้าตึงเลยทำให้เกิดการอักเสบใต้ผิวหนัง อันนี้ต้องระวังบางทีอักเสบมากจนเสียโฉมก็มี”
       
       ประการที่สอง การฉีดเซลล์สัตว์เข้าไป เช่น รกแกะ หรือตับอ่อนของเม่น ปรากฏว่าร่างกายเห็นว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมจึงจดจำเซลล์เหล่านั้นหรือโปรตีนที่อยู่ในเซลล์เหล่านั้นไว้  แล้วเริ่มทำลายเซลล์ที่มีโปรตีนเหมือนกับเซลล์แปลกปลอม ซึ่งโปรตีนของมนุษย์ในหลายๆ เซลล์นั้นมีลักษณะคล้ายโปรตีนในเซลล์ของสัตว์ ดังนั้นจึงปรากฏพบว่าร่างกายของผู้ที่ฉีดสเต็มเซลล์ของสัตว์เข้าไปนั้น ร่างกายของมนุษย์ได้ผลิตสารทำลายเซลล์ของมนุษย์เองที่คล้ายกับเซลล์ของสัตว์ที่ฉีดเข้าไปด้วย ตรงนี้สามารถทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ตัวเอง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และมีอันตรายถึงตายได้
       
       ประการที่สาม เซลล์ที่ฉีดเข้าไปจะกลายเป็นเซลล์ชนิดที่ถูกต้องเองเมื่อไปอยู่ในอวัยวะเป้าหมาย ตามที่กล่าวมาแล้วสเต็มเซลล์มีหลายชนิดแต่ละชนิดมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน สร้างเซลล์คนละชนิดกัน เมื่อฉีดสเต็มเซลล์ชนิดที่ไม่เหมาะสมมีการพบว่าเซลล์ที่ฉีดเข้าไปกลายเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่ต้องการ เช่นกลายเป็นกระดูกในสมอง หรือยังแบ่งตัวไม่ยอมหยุดจนกลายเป็นก้อนเนื้องอก
                 
       “เรื่องนี้ก็อย่าคิดว่าไม่มี เพราะในประเทศไทยเคยเกิดขึ้นแล้ว มีคลินิคที่นำสเต็มเซลล์จากเลือดผู้ป่วยไปเพาะแล้วฉีดเข้าไปที่ไตหวังรักษาไตวาย ปรากฎกลายเป็นเนื้องอกจนต้องตัดไตข้างนั้นไป
       
       ประการที่สี่ เซลล์บางชนิดที่ฉีดเข้าไปหลั่งสารหลายอย่าง บางอย่างอาจนำไปใช้ประโยชน์ได้ถ้าศึกษาต่อไปเพียงพอ แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อมูลให้เห็นว่าสารบางอย่างอาจกระตุ้นการเจริญของเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ในร่างกายให้เจริญดีขึ้น และแพร่กระจาย กล่าวได้ว่าเป็นเซลล์พี่เลี้ยงของมะเร็ง การหลั่งสารของเซลล์เปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมของเซลล์ทำให้ควบคุมได้ลำบาก
                 
       “ถามว่าเราต่อต้านไหม เราไม่ได้ต่อต้านความก้าวหน้าทางการแพทย์ เพราะเรื่องของสเต็มเซลล์ มีโอกาสที่จะพัฒนาไปรักษาโรคต่างๆ ได้มากมายจริง แต่ขณะนี้ในประเทศไทย หรือต่างประเทศเองนั้นมีการรับรองการฉีดสเต็มเซลล์เฉพาะเซลล์เลือด เพื่อรักษาโรคเลือดต่างๆที่เหลือส่วนมากผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ”
       
       เพราะฉะนั้น โรงพยาบาลไหนที่มีการโฆษณาว่ามีความสามารถในการรักษาโรคต่างๆ ด้วยสเต็มเซลล์แล้ว จึงถือเป็นการหลอกลวง!
       
       “โรงพยาบาลบางแห่งบอกว่าขณะนี้ใช้สเต็มเซลล์รักษาข้อกระดูกเสื่อมได้แล้ว พอบอกว่ารักษาได้ คนก็วิ่งไปหา  สิ่งที่น่ากลัวคือผลประโยชน์มหาศาลที่มากับสิ่งเหล่านี้ทำให้ต้องระมัดระวังในการรับฟังข้อมูลว่าน่าเชื่อถือเพียงไร การวิจัยมีอคติหรือไม่ วิธีการรักษาเหมือนหรือต่างกับงานวิจัยที่มีมาก่อนอย่างไร ก่อนเชื่อควรฟังความคิดเห็นจากสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องที่น่าเชื่อถือ อย่างไรก็ดีต้องระวังสมาคมที่เกิดขึ้นเพื่อเหตุผลทางธุรกิจ
       
       นอกจากสเต็มเซลล์เลือดแล้ว ยังมีสเต็มเซลล์จากร่างกายชนิดอื่นๆที่ในอนาคตอาจนำมาใช้ได้อีกมาก ตัวอย่าง เช่น mesenchymal stem cell (MSC) สามารถใช้สร้างกระดูก กระดูกอ่อน รวมทั้งมีคุณสมบัติปรับระบบภูมิคุ้มกัน หรือ สเต็มเซลล์ของหัวใจที่สร้างกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือดได้
       
       “MSC ทั่วโลกก็ยังเป็นขั้นของการทดลองอยู่ เพราะยังไม่มีข้อสรุปทางการแพทย์ แต่คำถามคือเราทำได้ไหม โรงพยาบาลแพทย์มหาวิทยาลัยในไทยทำได้หมดแล้ว เพราะการเพาะเซลล์ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่เลย อย่างไรก็ดีแม้ MSC จะเปลี่ยนเป็นกระดูกอ่อนได้ในหลอดทดลอง ยังไม่แน่ว่าเมื่อฉีดเข้าข้อจะไม่กลายเป็นกระดูกแข็ง หรือเซลล์จะยึดติดกับเซลล์รอบข้างแล้วฟอร์มเป็นชิ้นเดียวกัน ในอนาคตมองแล้วมีทางที่โรคไขข้อกระดูกจะรักษาได้ แต่ต้องมีผลทางการศึกษารองรับก่อนดังนั้น ในแง่ของการวิจัย การทดลอง แพทย์จะเก็บเงินกับคนไข้ไม่ได้ มันไม่แฟร์”
       
       
       
       เทคโนโลยีสเต็มเซลล์ใหม่
        
                   หัวหน้าหน่วยสเต็มเซลล์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกอีกว่า วิทยาการด้านสเต็มเซลล์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมากในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะนี้มีนักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้คิดค้นวิธีเปลี่ยนเซลล์เลือดหรือเซลล์ผิวหนังของผู้ป่วยให้กลายเป็นสเต็มเซลล์ที่ใช้สร้างเซลล์ทุกชนิดในร่างกายได้ และยังเป็นเซลล์ของผู้ป่วยเองทำให้ไม่มีปัญหาทางภูมิคุ้มกันเมื่อปลูกถ่าย ซึ่งเรียกว่า induced pluripotent stem cell(iPS) กำลังจะมีการศึกษาในผู้ป่วยในไม่ช้านี้ หากยืนยันการทดลองได้ว่าปลอดภัย ทางประเทศไทยโดยเฉพาะโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยรัฐก็มีความพร้อมในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในประเทศ เนื่องจากว่าในไทยก็มีการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีนี้อยู่จนประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยนั้นจำเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลจากศูนย์วิจัยทางวิชาการที่มีทุนการวิจัยขนาดใหญ่กว่าในต่างประเทศ ซึ่ง โรคที่ทางญี่ปุ่นคาดว่าจะทดสอบเทคโนโลยีนี้ในผู้ป่วยในช่วง 5 ปีที่จะถึงนี้ได้แก่ โรคลานประสาทตาเสื่อม โรคพาห์กินสัน โรคตับในเด็กที่เป็นโรคพันธุกรรม และ โรคหัวใจ
       
       เราต้องอาศัยการต่อยอดการวิจัยของญี่ปุ่นและอเมริกาเพราะรัฐบาลให้งบประมาณจำนวนมากในการทำวิจัย และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ถ้ารู้ผลเมื่อไร คนไทยก็เตรียม Transfer Technology ที่พิสูจน์ได้ว่าไม่อันตรายในคนก็ทำได้ทันที เพราะมีความพร้อมหมดแล้ว และในขั้นตอนของงานวิชาการเราไปไกลถึงการตัดต่อยีนแก้ไขความผิดปกติในiPS cellsแล้ว”
        
       โดยรวมอนาคตประเทศไทยจึงมีโอกาสใช้สเต็มเซลล์รักษาหลายโรค ทั้ง แผลเบาหวาน, หัวใจ, กระดูก, ผิวหนังไหม้, กระจกตา, กระดูกข้อเข่าเสื่อม ฯลฯ
        
       “ถามว่าตอนนี้ประเทศไทยมีการทดลองสเต็มเซลล์ไหม คำตอบคือมี แต่การจะไปสู่บริการในผู้ป่วยทั่วไปต้องพิสูจน์ให้ดีพอก่อนว่ามีประสิทธิภาพ ปลอดภัยเพียงใด สำหรับที่ยังเป็นการทดลอง ที่สำคัญคือคนไข้ต้องไม่เสียตังค์ เพราะมันคือการทดลอง มันมีความเสี่ยงต่อชีวิตของเขาอยู่แล้ว”
        
       
       ทุ่ม 1 ล้านบาทฉีดสเต็มเซลล์สุดช้ำ
       เจอฉีดน้ำ-เสี่ยงมะเร็ง!
        
       ปัจจุบันในเรื่องของสเต็มเซลล์ กลายเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวงการแพทย์ และสุขภาพที่มีการโปรโมตในหลายๆแห่ง ทั้งโรงพยาบาลเอกชน รวมไปถึงสถานบริการด้านสุขภาพ ความงามขนาดใหญ่มากมาย เพียงแต่บางแห่งหลีกเลี่ยงใช้คำว่า “สเต็มเซลล์” และมีคำอื่นทดแทนเช่นเซลล์บำบัด เซลล์ซ่อมแซม นั้น ผศ.นพ.นิพัญจน์ บอกว่า ในข้อเท็จจริงธุรกิจเสริมความงามอาจจะไม่ได้ใช้เซลล์ฉีดอาจเพียงฉีดสารบางอย่างให้ผู้ป่วย เพราะความจริงแล้วสเต็มเซลล์ต้องได้รับการเพาะเลี้ยงอย่างดีในอุณหภูมิเหมาะสมมิเช่นนั้นจะตายหรือเสียคุณสมบัติ ไม่สามารถบรรจุใส่ขวดตามที่เห็นในโฆษณาได้ ดังนั้นที่ฉีดเป็นอะไรก็ไม่ทราบ อาจเป็นน้ำผสมสารบางอย่างซึ่งอาจอันตราย ทำให้เกิดแพ้หรือไปจนถึงเกิดมะเร็งได้ เป็นที่ทราบกันดีว่ามีสารหลายชนิดมีผลชั่วคราวที่เหมือนบำรุงผิวแต่ระยะยาวให้โทษ ทำให้ทางองค์กรอาหารและยาห้ามผลิตภัณฑ์เสริมความงามใช้คำว่าสเต็มเซลล์ในประเทศไทย สิ่งที่ขายกันในตลาดมืดไม่มีการตรวจสอบส่วนประกอบว่ามีอะไรอันตรายปนมาบ้าง ต้องระมัดระวัง
        
        
       ไม่ว่าที่ฉีดเข้าไปจะเป็นแค่น้ำ หรือเซลล์ผสม เข็มนี้บางครั้งมีมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ซึ่งแพงมากโดยไม่สอดคล้องกับต้นทุน
        
       แพงแล้วยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งอีก ตลอดจนไม่มีเหตุผลทางวิชาการ
        
       คิดให้ดีว่าคุ้มจริงไหม?
        
       ที่สำคัญนายกแพทยสภาให้คำจำกัดความ “ธุรกิจสเต็มเซลล์” ไว้อย่างชัดเจนว่า “สเต็มเซลล์ ธุรกิจหลอกคนรวย!” อ่าน “แพทยสภา!ปลุกคนไทยอย่าตกเป็นเหยื่อ” ตอนที่ 4
ที่มา : www.manager.co.th
        

“นวัตกรรมเซลล์บำบัด-สเต็มเซลล์” ธุรกิจหลอกคนรวย!? ทุนใหญ่!กำจัด “คล้ายอัปสร” พ้นเส้นทางถอดรหัสยีน (ตอนที่ 2)

      รศ.ดร.คล้ายอัปสร พงศ์รพีพร เจ้าของ “ฮาร์ท เจเนติกส์” ผู้คิดค้นนวัตกรรมทางการแพทย์แค่เจาะเลือดตรวจระดับยีนมนุษย์ด้วยการถอดรหัสยีน-DNA ก็สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังจะป่วยด้วยโรคร้ายอะไร ที่สำคัญนวัตกรรมนี้ชี้ช่องทางรักษาเพื่อสกัดกั้นการเกิดโรคได้ ล่าสุดเตรียมให้บริการตรวจลึกระดับอาร์เอ็นเอและผลจากที่เป็นหนึ่งเดียวของไทยในระดับโลก ทำให้ทุนธุรกิจใช้ “วิชามาร” จ้องงาบกิจการแห่งนี้ 
      
        ขณะเดียวกันนวัตกรรมของ “คล้ายอัปสร” กลายเป็นตัวการกระชากหน้ากาก “ธุรกิจหลอกคนรวย” ที่บรรดาโรงพยาบาลเอกชน และศูนย์ความงามต่างๆ ดูดลูกค้าทั้งไทย-เทศ มาใช้บริการอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนทำให้ธุรกิจนี้มีมูลค่านับหมื่นล้านบาท
      
        ดังนั้น “คล้ายอัปสร-ฮาร์ท เจเนติกส์” จึงกลายเป็น “ศัตรูตัวร้าย” ของทุนธุรกิจที่มีทั้ง “มาเฟียตำรวจ-นักการเมือง-นักธุรกิจ-แพทย์” ส่งผลให้คล้ายอัปสรตัองเผชิญสิ่งเลวร้ายที่ไม่น่าเชื่อว่า มนุษย์จะกระทำกันและหลายครั้งเธอก็แทบ “สติแตก'!!
      
        ทีม Special scoop จะนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นในทุกแง่ทุกมุมของฮาร์ท เจเนติกส์ และวงการธุรกิจสุขภาพหลอกคนรวย ที่แม้แต่ “แพทยสภา” ซึ่งรู้ลึกถึงระดับใครคือมาเฟีย แต่ก็ไม่สามารถจัดการกับมนุษย์เสื้อกาวน์กลุ่มนี้ได้ โดยจะนำเสนอทั้งหมด 5 ตอนจบ
      
       อ่านย้อนหลังตอนที่ 1 : “นวัตกรรมเซลล์บำบัด-สเต็มเซลล์” ธุรกิจหลอกคนรวย!? “ฮาร์ท เจเนติกส์” ถอดรหัสยีนพบมะเร็งก่อนระยะที่ 1 (ตอนที่ 1)
      
       อ่านข่าวประกอบ : เจ้าของ บ.ถอดรหัส DNA แจ้งจับ จนท.ห้องแล็บปลอมเอกสาร
      
       ตอนที่ 2
      
       “คล้ายอัปสร” รับถูกบีบทุกทาง หลังนำนวัตกรรมตรวจยีนบอกโรคให้บริการเชิงพาณิชย์ ลูกน้องเก่า-ลูกค้าพร้อมใจฟ้องร้อง ตัดช่องทางรับลูกค้า จนต้องกลับไปใช้บ้านทำแล็บลดต้นทุน ส่วนคู่ค้าเดิมไม่ขายน้ำยาตรวจผลให้ บริการส่งผลไปตรวจต่างประเทศก็ถูกสกัด แถมผู้ถือหุ้นเปลี่ยนท่าทีต้องการบริหารเอง หนักสุดปล่อยงูเข้าบ้าน ชี้นวัตกรรมนี้ดีต่อผู้บริโภคที่ทราบผลได้ตรงเหตุ แต่กระทบฐานธุรกิจให้บริการแบบเดิม เพราะบริษัทยามีส่วนได้เสีย
                                 
  ขอขอบคุณภาพจาก www.manager.co.th
       กว่า 30 ปีในการค้นคว้าและวิจัยของ ดร.คล้ายอัปสร พงศ์รพีพร จนค้นพบนวัตกรรมในการตรวจหาสาเหตุของโรคในระดับยีน และกำลังก้าวไปในระดับ RNA ความสำเร็จและความเพียรพยายาม ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับวงการแพทย์ ที่จะสามารถให้การรักษาโรคแก่ผู้ป่วยได้ตรงกับต้นเหตุของโรคที่แท้จริง
      
       จากความสำเร็จในการค้นพบนวัตกรรมการตรวจยีนเพื่อหาต้นเหตุของโรค ที่ ดร.คล้ายอัปสร พงศ์รพีพร ได้เปิดให้บริการตรวจเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงนวัตกรรมตัวนี้ ในนามบริษัท ฮาร์ท เจเนติกส์ จำกัด ซึ่งถือว่าเป็นแล็บตรวจยีน 1 ใน 4 ของโลก หนึ่งเดียวในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ช่วยให้คนไทยได้พบกับการรักษาที่ถูกต้องตรงกับโรค และถึงขั้นรู้ได้ก่อนการป่วยเป็นโรค ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ดีเพราะช่วยชีวิตของผู้ป่วยยืนยาวขึ้น
      
       แต่ความสำเร็จดังกล่าวกลับกลายเป็นปมปัญหาอันหนักหน่วงให้กับ ดร.คล้ายอัปสรเป็นอย่างมาก เพราะการค้นพบต้นตอของโรคผ่านการตรวจยีน ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนที่เคยได้ประโยชน์กุมชะตากรรมของคนไทยมาตั้งแต่อดีต รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพทั้งระดับคลินิกตรวจสุขภาพทางเลือกชื่อดังหรือโรงพยาบาล ที่ต้องการสกัดและต้องการทราบถึงเจ้านวัตกรรมอันนี้ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ร่วมถือหุ้นในบริษัท ฮาร์ท เจเนติกส์ ที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่ต้น
      
       พบโรค-เพิ่มศัตรู
      
       “ลูกค้าบางรายของเราเคยตรวจหามะเร็งจากที่อื่นมา ผลการตรวจแจ้งว่าไม่พบมะเร็ง แต่เมื่อมาตรวจกับเรากลับพบ โดยการตรวจในระดับยีนจะทำให้เห็นถึงยีนบางตัวที่ตรงกับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง ซึ่งสามารถพบได้ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ระยะที่ 1 การพบสาเหตุก่อนย่อมเป็นผลดีต่อการรักษาหรือยับยั้งไม่ให้ต้นเหตุของโรคแพร่กระจาย” ดร.คล้ายอัปสรกล่าว
      
       นอกจากนี้เธอยังกล่าวต่อว่า ปัจจุบันการให้บริการด้านความงามในรูปแบบต่างๆ บางครั้งมีการฉีดสเต็มเซลล์เพื่อความงาม เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปสู่ร่างกาย มีโอกาสที่จะทำให้ยีนกลายพันธุ์เป็นโรคมะเร็งได้
      
       ด้วยนวัตกรรมที่เธอค้นพบทำให้ทราบถึงโอกาสของการที่จะเป็นโรคร้ายเหล่านี้ แม้จะไม่ใช่เรื่องของความจงใจที่จะทำร้ายคู่แข่ง แต่หากมีลูกค้าที่เคยใช้บริการที่หนึ่งไปตรวจค้นหาโรคในระดับยีนแล้วพบว่ายีนเกิดการกลายพันธุ์ไปสู่มะเร็ง ธุรกิจด้านความงามที่เปิดให้บริการอยู่เดิมนั้นคงไม่มีใครกล้าเข้าไปใช้บริการ และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมาก
      
       ดังนั้น คงไม่มีเจ้าของกิจการด้านสุขภาพหรือความงามรายใดพึงพอใจกับผลการตรวจแล้วมีโอกาสพบโรคร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับลูกค้าจากการเข้ามาใช้บริการของตน
      
       เมื่อการค้นพบนวัตกรรมใหม่ในการตรวจหาสาเหตุของโรค กลับกลายเป็นชนวนเหตุในการทำลายธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการเดิมโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงเป็นที่มาของกระบวนการจ้องทำลายนวัตกรรมของฮาร์ท เจเนติกส์ ด้วยกรรมวิธีทางธุรกิจจึงได้เปิดฉากและหนักขึ้นเรื่อยๆ
ภาพจาก thaicancerj.wordpress.com
      
       มีคนอยากฮุบ
      
       ดร.คล้ายอัปสร พงศ์รพีพร เจ้าของบริษัท ฮาร์ท เจเนติกส์ จำกัด เปิดใจถึงปัญหาที่รุมเร้ากับบริษัท ฮาร์ท เจเนติกส์ในเวลานี้ว่า นับตั้งแต่การตัดสินใจนำเอางานวิจัยที่เคยทำไว้ในมหาวิทยาลัยมาให้บริการในเชิงพาณิชย์ ทางบริษัทประสบปัญหาหลายอย่าง
      
       “เราคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดน่าจะมาจาก 2 สาเหตุ คือมีคนหรือภาคธุรกิจที่อยากได้นวัตกรรมของเรา อีกเหตุหนึ่งน่าจะมาจากมีหุ้นส่วนบางคนอยากได้ธุรกิจของเรา”
      
       เริ่มตั้งแต่อดีตพนักงานของเราออกไปเมื่อสิงหาคม 2552 แล้วย้ายไปอยู่กับแล็บอื่น ได้ฟ้องร้องในคดีแรงงาน เมื่อราวเดือนกรกฎาคม 2553 ซึ่งกระบวนการยังอยู่ในขั้นสืบพยาน หลังจากนั้นได้เกิดเหตุการณ์ขโมยสินทรัพย์ในบริษัท พบว่าสิ่งที่หายไปเป็นเครื่องมือและฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงพลาสมาดีเอ็นเอบางส่วน ที่น่าสงสัยคือผู้ที่เข้ามาขโมยเลือกที่จะขโมยส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทั้งสิ้น และขโมยก็เลือกเฉพาะส่วนที่เก็บข้อมูลสำคัญได้อย่างถูกต้อง
      
       ก่อนหน้านี้เคยมีหน่วยงานบางแห่งขอสัมภาษณ์อดีตพนักงานของบริษัทเรา หลังจากนั้นการพรีเซนต์งานของหน่วยงานนั้นก็มีงานที่คล้ายๆ ผลงานของบริษัทฯ ไปอยู่กับเขา เรื่องนี้จึงคิดว่าพนักงานของเราน่าจะมีการนำเอานวัตกรรมที่เรามีไปให้กับเขา ที่สำคัญในช่วงที่อดีตพนักงานชุดที่ฟ้องร้องดร.คล้ายอัปสรยังอยู่ บริษัทฯ หาลูกค้าได้น้อยมาก แต่เมื่อพนักงานชุดนี้ลาออกไปบริษัทฯ กลับมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น
      
       ท่ามกลางคดีความฟ้องร้องกับอดีตพนักงานและการยกเค้าอุปกรณ์และข้อมูลสำคัญที่เป็นหัวใจในการทำงานของเธอแล้ว ยังมีลูกค้ารายหนึ่งที่ขอใช้บริการตรวจยีนได้ฟ้องร้องว่าส่งผลตรวจล่าช้า ซึ่งลูกค้ารายนี้เคยมีคดีฟ้องร้องกับหมอบางรายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายมาแล้ว เมื่อกระบวนการสู่ชั้นศาล ทาง ดร.คล้ายอัปสรก็แสดงหลักฐานว่าได้ส่งผลตรวจไปที่สหรัฐอเมริกา สุดท้ายบริษัทฯ และ ดร.คล้ายอัปสรก็เป็นฝ่ายชนะคดี
ดร.คล้ายอัปสร แจ้งความกับอดีตพนักงานที่ปลอมแปลงเอกสารและทำลายทรัพย์สิน
      
       สารพัดวิธีบีบ
      
       เมื่ออุปสรรคในการเปิดฮาร์ท เจเนติกส์ถูกถาโถมเข้ามาทั้งจากคดีฟ้องร้องของอดีตพนักงาน ลูกค้าบางรายที่คาดกันว่าน่าจะไม่ใช่ลูกค้าตามปกติ รวมไปถึงพันธมิตรจากโรงพยาบาลไม่ส่งลูกค้ามาให้โดยไม่ทราบสาเหตุ แม้กระทั่งน้ำยาที่ใช้ในการตรวจ บริษัทที่เคยขายให้กลับไม่ขายให้แล้ว จึงทำให้บริษัทฯ ต้องประสบปัญหา เลยต้องใช้บ้านของ ดร.คล้ายอัปสรมาเป็นแล็บแทนเพื่อลดต้นทุน
      
       แต่เรื่องวุ่นวายก็ยังไม่จบ เดือนมิถุนายน 2555 ดร.คล้ายอัปสรได้เข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลบางโพงพาง หลังจากที่บริษัทขนส่งพัสดุระดับโลกอย่างเฟดเอ็กซ์ ย่านพระราม 3 ทำดีเอ็นเอที่กำลังจะนำไปถอดรหัสที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเสียหายโดยปฏิเสธความรับผิดชอบ
      
       หลังจากนั้นได้เกิดเรื่องวุ่นวายในบ้านที่ใช้เป็นแล็บในการวิจัย อยู่ๆ ก็มีงูขนาดใหญ่เข้ามาในบ้านหลายตัวเดือนตุลาคม 2555 มีทั้งงูเหลือมและงูเห่าขนาดเมตรกว่า จึงต้องเผาในบางจุดเพื่อไล่งู ผลที่ตามมาคือพื้นที่บางส่วนเสียหายและทำให้ระบบไฟฟ้าในบ้านเสียหายทั้งหมด
      
       หนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัทเองก็ได้สร้างปัญหาในการบริหารงานในฮาร์ท เจเนติกส์ไม่น้อยเช่นกัน เพราะบางคนต้องการที่จะเข้ามาบริหารในบริษัทแห่งนี้ ทั้งๆ ที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นส่วนน้อย พยายามเข้ามาจัดการในหลายๆ ด้าน รวมไปถึงการข่มขู่ และเสนอให้มีการถ่ายทอดความรู้ที่เราค้นพบเพื่อแลกกับการยุติปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
      
       “เราถูกบีบทุกอย่าง ถูกสกัดทุกทาง สถานพยาบาลบางแห่งก็อยากได้นวัตกรรมของเราไป บางแห่งก็ดึงเด็กของเราไปอยู่ด้วย รวมไปถึงคดีฟ้องร้อง แต่เราก็ยังจะสู้ต่อไป เราบอกเด็กทุกคนว่าให้ยึดงานเป็นที่ตั้ง แล้วหลังจากนั้นเงินจะตามมาเอง เพราะสิ่งที่เราทำอยู่นี้เป็นประโยชน์กับมนุษย์”
ห้องปฏิบัติการบริษัท ฮาร์ท เจเนติกส์ จำกัด
      
       เป็นทั้งคู่แข่งและผู้ทำลาย
      
       ปฏิเสธไม่ได้ว่าการค้นพบของ ดร.คล้ายอัปสรกับการตรวจเลือดลึกลงไปถึงระดับยีนนั้น มีเพียงรายเดียวในประเทศไทยที่ทำได้ แถมยังเป็นเพียง 1 ใน 4 ของโลก โดยการตรวจในระดับยีนทำให้สามารถทราบได้ถึงโอกาสของการเป็นโรคตั้งแต่ระดับที่ยังไม่แสดงอาการ การตรวจในระดับนี้ทำได้เหนือกว่าคลินิกตรวจสุขภาพทั่วไป
      
       การตรวจลึกในระดับยีนนอกจากจะทำให้แก้ปัญหาหรือจัดยา อาหารเสริมหรือหาแนวทางที่เหมาะสมในการยับยั้งโรคได้ ไม่ต้องใช้ระบบการวินิจฉัยแบบเดิมที่ค่อยๆ หาสาเหตุของโรคตามสมมติฐานไปเรื่อยๆ โดยในระบบเดิมย่อมเป็นผลบวกต่อบริษัทยาและสถานประกอบการที่ลูกค้าหรือคนไข้จะต้องเข้ามาพบแพทย์บ่อยๆ หากเป็นสถานประกอบการเอกชนย่อมมีผลต่อค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยที่เป็นรายได้ของสถานพยาบาลแห่งนั้น
      
       แม้กระทั่งการให้บริการด้านความงามต่างๆ ก็มีผลต่อการเกิดยีนกลายพันธุ์ อาจทำให้เป็นโรคอื่นตามมาได้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการเหล่านั้น หากยังมีบริการตรวจยีนอย่างที่ฮาร์ท เจเนติกส์ตทำอยู่
      
       อีกด้านหนึ่งผู้ที่ให้บริการตรวจสุขภาพย่อมมองว่าบริการของฮาร์ท เจเนติกส์ ย่อมทำให้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญ เพราะสามารถบ่งชี้ไปถึงต้นตอของโรคได้ตั้งแต่ยังไม่เกิดหรือเริ่มเกิด โดยโรคนั้นยังไม่แสดงอาการ ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือที่มีต่อการให้บริการในปัจจุบัน
      
       ขณะเดียวกันด้วยความสามารถในการตรวจและหาต้นตอของโรคได้ ทำให้นวัตกรรมของ ดร.คล้ายอัปสรเป็นที่หมายตาของโรงพยาบาลและสถานประกอบการด้านสุขภาพหลายแห่ง นอกจากชื่อเสียงที่อยู่ในระดับโลกแล้วรวมถึงเป็น 1 ใน 10 ที่ได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรมจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ทำให้การต่อยอดในทางธุรกิจทำได้ง่ายขึ้น แม้ว่าค่าตรวจจะมีราคาแพง แต่สำหรับคนที่รักสุขภาพและมีฐานะในระดับกลางขึ้นไป ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับพวกเขา
      
       ดังนั้น กระบวนการในการสกัดกั้น เพื่อให้คู่แข่งไม่สามารถยืน เติบโตหรือเกิดขึ้นได้ในธุรกิจสุขภาพที่มีเม็ดเงินมหาศาลจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากปัญหาต่างๆ ที่ตัวของ ดร.คล้ายอัปสรต้องเผชิญอยู่นับตั้งแต่การนำเอานวัตกรรมนี้มาเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์
      
       อีกแนวทางหนึ่งที่แพทย์อาวุโสพยายามเจรจาเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร ซื้อหุ้นเพิ่ม เพื่อหวังฮุบกิจการและขอให้ ดร.คล้ายอัปสร เป็นเพียงผู้ปฎิบัติ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการบริหารของบริษัทนี้ทั้งหมด ยังคงดำเนินต่อไป
      
       เพราะนวัตกรรมนี้หากไม่สามารถหยุดยั้งได้จะกระทบกับธุรกิจด้านสุขภาพทางเลือกทั้งที่โรงพยาบาลเอกชน หรือศูนย์ความงามต่างๆ ที่มีการโฆษณาการใช้นวัตกรรมเซลล์บำบัด เพื่อหลีกเลี่ยงคำว่า สเต็มเซลล์ ต้องได้รับผลกระทบแน่นอน!
      
       เพราะฉะนั้น กรรมวิธีที่ดีที่สุดคือการทำลาย หรือเข้ามาฮุบกิจการนี้เสียเอง!!
      
       แต่สิ่งที่น่าสนใจในวงการสุขภาพขณะนี้ก็คือ สเต็มเซลล์มีความมหัศจรรย์รักษาโรคได้จริงหรือ ที่สำคัญฉีดสเต็มเซลล์ช่วยชะลอความแก่และหย่อนยาน ที่บรรดานักการเมือง นักธุรกิจ ดารา หรือหนุ่มสาวในวงการไฮโซนิยมฉีดกันได้จริงหรือไม่ และฉีดแล้วมีโอกาสเกิดมะเร็งตามมาหรือไม่ ผศ.นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้าหน่วยสเต็มเซลล์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จะมาไขคำตอบ (ตอนที่ 3)

  ที่มา :  www.manager.co.th

“นวัตกรรมเซลล์บำบัด-สเต็มเซลล์” ธุรกิจหลอกคนรวย!? “ฮาร์ท เจเนติกส์” ถอดรหัสยีนพบมะเร็งก่อนระยะที่ 1 (ตอนที่ 1)

 
ขอขอบคุณภาพจาก www.manager.co.th
   
    รศ.ดร.คล้ายอัปสร พงศ์รพีพร เจ้าของ “ฮาร์ท เจเนติกส์” ผู้คิดค้นนวัตกรรมทางการแพทย์แค่เจาะเลือดตรวจระดับยีนมนุษย์ด้วยการถอดรหัสยีน-DNA ก็สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังจะป่วยด้วยโรคร้ายอะไร ที่สำคัญนวัตกรรมนี้ชี้ช่องทางรักษาเพื่อสกัดกั้นการเกิดโรคได้ ล่าสุดเตรียมให้บริการตรวจลึกระดับอาร์เอ็นเอและผลจากที่เป็นหนึ่งเดียวของไทยในระดับโลก ทำให้ทุนธุรกิจใช้ “วิชามาร” จ้องงาบกิจการแห่งนี้ 
       
       ขณะเดียวกันนวัตกรรมของ “คล้ายอัปสร” กลายเป็นตัวการกระชากหน้ากาก “ธุรกิจหลอกคนรวย” ที่บรรดาโรงพยาบาลเอกชน และศูนย์ความงามต่างๆ ดูดลูกค้าทั้งไทย-เทศ มาใช้บริการอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนทำให้ธุรกิจนี้มีมูลค่านับหมื่นล้านบาท
       
       ดังนั้น “คล้ายอัปสร-ฮาร์ท เจเนติกส์” จึงกลายเป็น “ศัตรูตัวร้าย” ของทุนธุรกิจที่มีทั้ง “มาเฟียตำรวจ-นักการเมือง-นักธุรกิจ-แพทย์” ส่งผลให้คล้ายอัปสรตัองเผชิญสิ่งเลวร้ายที่ไม่น่าเชื่อว่า มนุษย์จะกระทำกันและหลายครั้งเธอก็แทบ “สติแตก'!!
       
       ทีม Special scoop จะนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นในทุกแง่ทุกมุมของฮาร์ท เจเนติกส์ และวงการธุรกิจสุขภาพหลอกคนรวย ที่แม้แต่ “แพทยสภา” ซึ่งรู้ลึกถึงระดับใครคือมาเฟีย แต่ก็ไม่สามารถจัดการกับมนุษย์เสื้อกาวน์กลุ่มนี้ได้ โดยจะนำเสนอทั้งหมด 5 ตอนจบ
รศ.ดร.คล้ายอัปสร พงศ์รพีพร
       ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องดีเอ็นเอ นอกจากจะช่วยคลี่คลายคดีความหลายๆ คดี ทั้งเรื่องการตรวจสอบหาญาติหรือใช้สืบหาผู้กระทำผิดแล้ว ในวงการแพทย์ ดีเอ็นเอยังสามารถนำมาใช้ในการตรวจหาสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ค่อนข้างแม่นยำ
      
       กรรมวิธีดังกล่าวเป็นที่แพร่หลายกันในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยมีแล็บ (LAB) ให้บริการตรวจสุขภาพบริการอยู่ทั่วไป แต่ที่จะให้บริการตรวจสุขภาพถึงระดับพลาสมาดีเอ็นเอ คงมีเพียง Lab ของ Heart Genetics ที่มี รศ.ดร.คล้ายอัปสร พงศ์รพีพร เป็นผู้ดูแล
      
       จากอาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ให้ความสนใจศึกษาวิจัยในเรื่องการถอดรหัสพันธุกรรม ดีเอ็นเอมาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ประกอบกับญาติพี่น้องของอาจารย์ต่างประสบปัญหาเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทำให้ รศ.ดร.คล้ายอัปสร มีความสนใจที่จะศึกษาในเรื่องต้นเหตุของการเสียชีวิตอย่างจริงจังในระดับยีนของมนุษย์
      
       ตรวจยีนบอกต้นตอโรค
      
       สำหรับการตรวจหาสาเหตุโรคร้ายในระดับยีน สามารถตรวจจากเลือดและชิ้นเนื้อเพื่อสกัดลงไปในชั้นดีเอ็นเอ เพื่อตรวจสอบการเกิดโรค รวมถึงการใช้ยาและวิธีการที่ตรงกับสาเหตุการเกิดโรค เนื่องจากยีนจะเป็นตัวกำหนดหน้าที่และการทำงานของเซลล์ภายในร่างกาย
      
       ดร.คล้ายอัปสรอธิบายว่า การตรวจในระดับยีนจะทำให้ทราบว่ายีนยังสามารถทำงานได้ปกติหรือไม่ หรือมีปัญหาที่จะก่อให้เกิดโรคในอนาคตหรือไม่ รวมถึงคำนวณระยะเวลาที่จะเกิดโรคได้ ซึ่งนำไปสู่ขั้นตอนในการตรวจให้คำแนะนำและคำปรึกษาก่อนทำการรักษา (Pre-Counselling) เพื่อส่งต่อข้อมูลให้แพทย์ทำการวินิจฉัยแนะนำการป้องกันในกรณีที่มีแนวโน้มที่จะเกิดโรค หรือเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะกับชนิดและสาเหตุของโรคเพื่อทำการรักษาต่อไป
      
       ดังนั้น การตรวจวิเคราะห์ยีนจึงเหนือกว่าการตรวจเลือดของโรงพยาบาลทั่วไป เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยในเรื่องการถอดรหัสดีเอ็นเอเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ที่สำคัญคือมีการรวบรวมข้อมูลดีเอ็นเอไว้กว่า 28,000 ราย หรือมี “DNA Bank” มากที่สุดในประเทศ
      
       ในการตรวจเลือดเพื่อเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิเคราะห์หาสาเหตุการเกิดโรคต่างๆ มีขั้นตอนดังนี้ คือ เมื่อเจาะเลือดทำการปั่นเลือด แยกเลือดระหว่างพลาสมาและเม็ดเลือดขาวออกมา โดยเม็ดเลือดขาวจะนำไปตรวจหายีนที่กลายพันธุ์และนำไปสู่โรคร้ายต่างๆ
      
       ขณะที่พลาสมาจะถูกนำไปสกัดดีเอ็นเอเพื่อหาจุดที่เกิดเซลล์มะเร็งในยีนทั้งจากครอบครัวที่มีประวัติการป่วยและที่ไม่มีการป่วย เพราะฉะนั้นความแม่นยำส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับครอบครัว การประพฤติปฏิบัติตัว สิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล และเมื่อนำผลการตรวจไปพิจารณาประกอบกับประวัติครอบครัวก็จะสามารถจำกัดวงและจุดที่จะเกิดโรคได้ รวมถึงการมีฐานข้อมูลในการศึกษาจากต่างประเทศเพื่อนำไปสู่การให้คำแนะนำเพื่อป้องกันตนเองได้อย่างถูกต้อง
ภาพ : ศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
       ยีนกลายพันธุ์เกิดสารพัดมะเร็ง
      
       ในการตรวจระดับพลาสมาของยีนเพื่อหาต้นตอของโรค ยีนจะเป็นตัวบ่งบอก ซึ่งสามารถกลายพันธุ์ได้ใน 2 ลักษณะคือ 1. Germline Mutation ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์ที่ถ่ายทอดทางสายเลือดของบุคคลในครอบครัวซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ อันได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งสมอง และมะเร็งเม็ดเลือด
      
       Somatic Mutation เป็นการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นเองภายหลัง และจะถูกกระตุ้นให้เกิดโรคหากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีหรือสัมผัสสารก่อมะเร็งไม่รู้ตัว เช่น อยู่ใกล้ผู้สูบบุหรี่ สัมผัสสารก่อมะเร็ง โลหะหนัก หรือเชื้อไวรัสบางชนิด ซึ่งมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งในชนิดที่ใกล้เคียงกับกลุ่มแรกเพียงแต่อาจเกิดโรคในช่วงที่อายุมากขึ้น โดยผู้ที่ประวัติครอบครัวไม่พบผู้ป่วยในโรคร้ายมาก่อนก็จะค่อนข้างมั่นใจในสุขภาพ โดยลืมไปว่าโอกาสที่จะเกิดโรคร้ายมีอยู่เช่นกัน และเมื่อตรวจพบก็สามารถที่จะหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นการเกิดมะเร็ง ลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเกิดโรคและรับมือได้เร็วที่สุด
      
       มะเร็งรู้ก่อนระยะที่ 1
      
       อย่างการตรวจหาเซลล์มะเร็งโดยทั่วไปที่มักตรวจพบในระยะที่ 1-4 ซึ่งหมายความว่าผู้เข้ารับการตรวจต้องตกอยู่ในสถานะผู้ป่วยแล้วไม่ว่าจะอยู่ในขั้นที่ 1-4 ก็ตาม ซึ่งจะเป็นอันตรายเนื่องจากอัตราการขยายตัวของเซลล์เนื้อร้ายจะลุกลามแบ่งตัวขึ้นแบบทวีคูณหากมีการแตกตัวของเซลล์มะเร็งในขั้นที่ 2-4 และนำไปสู่การสูญเสียชีวิตในที่สุด
      
       “เซลล์เพียงเซลล์เดียวหลุดมาในกระแสเลือด ในช่วงก่อนที่จะพบว่าเป็นมะเร็งตรวจเจอค่อนข้างยาก แต่ก็สามารถตรวจได้อย่างแม่นยำ ทำให้เตรียมตัวรักษาได้ ที่สำคัญผู้ที่ไม่เคยมีประวัติการป่วยเป็นมะเร็งก็สามารถตรวจได้ เพราะมีโอกาสเป็นเช่นกัน”
      
       รวมถึงระยะเวลาของการบ่มเพาะและการเติบโตและแสดงอาการของโรคมะเร็งใช้ระยะเวลาที่แตกต่างกัน จึงเป็นเหตุผลว่า ผู้ที่ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีจึงไม่พบว่าตนเองป่วยเป็นโรคมะเร็ง แต่การตรวจวิเคราะห์ในพลาสมาดีเอ็นเอจะค้นหาเซลล์มะเร็งก่อนการป่วยระยะที่ 1 (ระยะที่ 0) หรือเรียกว่า ZeroPlus ได้
      
       1 ใน 4 ของโลก หนึ่งเดียวในอาเซียน
      
       อย่างไรก็ดี การตรวจพลาสมาดีเอ็นเอที่ผ่านมา ทำได้เฉพาะในมหาวิทยาลัยแพทย์ แต่ถ้าเป็นในเชิงพาณิชย์แล้วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีที่ฮาร์ท เจเนติกส์ เพียงแห่งเดียว และถือเป็น 1 ใน 4 ของโลกที่ให้บริการตรวจสอบในเรื่องนี้
      
       นวัตกรรมใหม่ของฮาร์ท เจเนติกส์ ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐใน 2 หน่วยงาน คือ 1. สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (NIA) หรือ สนช. และ 2. ศูนย์ความเป็นเลิศทางชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย (TCELS) จุดสำคัญก็คือ การเจาะเลือดโดยอ้างอิงและตรวจในระดับยีน ซึ่งการตรวจในรูปแบบเฉพาะรายบุคคลนี้จะช่วยให้การตรวจรักษามีความถูกต้องและเหมาะสมกับผู้เข้ารับการรักษาได้ดีที่สุด
      
       งานของฮาร์ท เจเนติกส์ ยังได้รับรางวัล 10 สุดยอดนวัตกรรมจาก สนช. ในปี 2550 หลังได้รับทุนสนับสนุนให้เป็นผู้วิจัย DNA ตรวจหายีนโรคไม่ติดต่อทั้ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอ้วนและโรคมะเร็งได้สำเร็จ ระบุผลงานวิจัยนี้ถือเป็นนวัตกรรมระดับสูงและมีอยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย
ภาพ : www.siamhealth.net
       ตรวจได้มากกว่ามะเร็ง
      
       ความสำเร็จในการตรวจหาต้นเหตุของโรคในระดับยีนในปี 2546 ทำให้ ดร.คล้ายอัปสร ตัดสินใจนำความรู้ที่มีมาให้บริการในเชิงพาณิชย์ แม้จะต้องล้มลุกคลุกคลานกับการผันตัวมาให้บริการในเชิงพาณิชย์ อันเนื่องมาจากต้นทุนการตรวจรักษาที่สูง รวมถึงเรื่องดังกล่าวยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย จนทำให้ทุกวันนี้แล็บของฮาร์ท เจเนติกส์ ต้องใช้บ้านของ ดร.คล้ายอัปสรเป็นที่ทำการเพื่อลดต้นทุน
      
       “แรกๆ เราให้ความสนใจเกี่ยวกับโรคหัวใจเป็นหลัก เนื่องจากญาติพี่น้องเสียชีวิตด้วยโรคเหล่านี้ แต่ในเมืองไทยโรคมะเร็งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต ทำให้เราต้องรับบริการในการตรวจเรื่องโรคมะเร็งด้วยเช่นกัน”
      
       นอกเหนือจากการตรวจมะเร็งแล้ว ยังสามารถตรวจโรคอื่นๆ รวมถึงการตรวจยีนเพื่อค้นหาความเป็นอัจฉริยะของลูกก็สามารถตรวจพบได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการฝึกฝนและพัฒนาอย่างถูกวิธีโดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กที่ความเป็นอัจฉริยะสามารถตรวจหา “พรสวรรค์” และครอบครัวสามารถฝึกฝน “พรแสวง” ให้พัฒนาไปพร้อมๆ กันเพื่อสร้างเด็กอัจฉริยะให้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งในช่วงเด็กแรกเกิดสามารถตรวจได้ทันทีจากการเจาะเลือด ซึ่งในช่วงวัย 3-5 ขวบเป็นช่วงของการบ่มเพาะความสามารถของเด็กให้พัฒนาอย่างถูกทางและเหมาะสมที่สุด
      
       รวมถึงปัญหาของเด็กออทิสติก หรือสมาธิสั้น ก็สามารถตรวจพบจากการตรวจยีนเช่นกัน เมื่อผู้ปกครองทราบตั้งแต่ต้นจะสามารถเตรียมการรับมือและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูแลได้อย่างถูกต้องต่อไป แต่สำหรับผู้ป่วยหรือบุคคลทั่วไป ก็สามารถตรวจค้นหาโรคร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อที่จะวางแผนการใช้ชีวิตประจำวันให้เหมาะสม และวางแผนในชีวิตและการรักษาโรคไว้ล่วงหน้า ก่อนที่โรคร้ายจะลุกลามเกินแก้ไข
      
       นอกจากนี้ยังตรวจหาโรคภัยเมื่อล่วงเข้าสู่วัยชราที่มักพบเจอกันบ่อย อันได้แก่ โรคความจำเสื่อม อัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน ซึ่งโรคเหล่านี้จะสร้างปัญหาในช่วงวัยชราและเมื่อค้นพบแต่เนิ่นๆ ก็จะสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกวิธี ซึ่งวิธีการตรวจในระดับยีนสามารถตรวจค้นโรคได้กว่า 10 โรค ดังนี้
      
       1.มะเร็งทุกชนิด 2. โรคหลอดเลือดหัวใจ-สมอง อุดตันจากคอเลสเตอรอล 3. โรคหัวใจอุดตันกะทันหัน 4. โรคเบาหวาน (เบาหวานเมื่ออายุเยอะและตรวจไม่พบในช่วงแรก) 5. โรคอ้วนจากพันธุกรรม 6. โรคความจำเสื่อม อัลไซเมอร์ 7. โรคตับแข็ง 8. โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ 9. สมาธิสั้น ออทิสติก และ 10. ความเป็นอัจฉริยะ
      
       ลึกกว่าตรวจสุขภาพทั่วไป
      
       ดร.คล้ายอัปสรอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการตรวจสุขภาพทั่วไปตามสถานพยาบาลต่างๆ กับการตรวจในระดับยีนว่า จุดที่แตกต่างกันก็คือ การตรวจเลือดโดยทั่วไปสามารถบอกได้เพียงว่าเป็นโรคใด จำนวนกี่โรค รวมถึงสามารถตรวจได้เพียงในรายการที่กำหนดไว้ ที่สำคัญคือ เป็นการตรวจภายหลังที่มีการป่วยหรือเกิดการติดเชื้อหรือขยายตัวของโรคแล้ว
      
       แต่การตรวจเลือดในระดับดีเอ็นเอ นอกจากจะสามารถรู้ว่าป่วยเป็นโรคใดแล้ว ยังสามารถรู้ถึงโอกาสที่จะเจ็บป่วยได้ก่อนที่จะแสดงอาการ รวมถึงยังประเมินระยะเวลาในการเกิดโรค ไปจนถึงสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ รวมถึงระบุจุดที่จะเกิดโรคต่างๆ ได้ โดยเทียบเคียงกับประวัติของครอบครัวและสิ่งแวดล้อมและข้อมูลการวิจัยเพื่อความแม่นยำในการพิจารณาเป็นข้อมูลให้กับแพทย์เพื่อเลือกวิธีการในการรักษาต่อไป
      
       เตรียมให้บริการตรวจอาร์เอ็นเอ
       นอกจากการให้บริการตรวจพลาสมาดีเอ็นเอแล้ว ในอีกไม่นานทางฮาร์ท เจเนติกส์จะเปิดให้บริการตรวจพลาสมาอาร์เอ็นเอ ซึ่งเป็นการตรวจในระดับที่ลึกมากขึ้น โดยไมโครอาร์เอ็นเอมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการและควบคุมการทำงานของเซลล์ ในด้านมะเร็งมีทั้งไมโครอาร์เอ็นเอที่ก่อให้เกิดมะเร็งและส่วนที่ต้านมะเร็ง หากส่วนที่ต้านมะเร็งลดลงและมีส่วนที่ก่อให้เกิดมะเร็งเพิ่มขึ้น โอกาสการเป็นมะเร็งย่อมมีสูงขึ้น ไมโครอาร์เอ็นเอจึงเป็นตัวบ่งชี้ในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งได้ดียิ่งขึ้น
      
       นับเป็นอีกความสำเร็จหนึ่งของวงการวิทยาศาสตร์ที่ยังประโยชน์ต่อวงการแพทย์ ในการตรวจหาต้นตอของโรคที่เหนือกว่าการตรวจทั่วไป เพื่อที่จะหาทางหยุดยั้งโรคร้ายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ได้ก่อนที่โรคร้ายจะลุกลาม ที่สำคัญการค้นพบนี้เป็นฝีมือของคนไทย
ภาพ : www.ostc.thaiembdc.org
       แม้ว่าความสำเร็จของฮาร์ท เจเนติกส์ ที่สามารถตรวจหาต้นตอของโรคต่างๆ ได้ตั้งแต่ในระดับที่อาการของโรคยังไม่แสดง ด้วยความล้ำหน้าในกระบวนการตรวจเทียบเท่าระดับโลก และเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทย ธุรกิจของดร.คล้ายอัปสรจึงเป็นที่ต้องการของทุนธุรกิจด้านสุขภาพรายใหญ่
      
       ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าธุรกิจของฮาร์ท เจเนติกส์ ได้สร้างผลกระเทือนต่อวงการสุขภาพมากมาย ทั้งโรงพยาบาลเอกชน สถาบันการแพทย์ทางเลือก ศูนย์บริการสุขภาพ หรือคลินิกตรวจสุขภาพทั่วไปที่นำนวัตกรรมการบริการรักษาแบบเซลล์บำบัดมาเป็นจุดขาย แต่หลายคนที่เข้าไปใช้บริการ อาจไม่รู้ว่าผลที่ตามมาของนวัตกรรมเหล่านั้นคือการเกิดโรคมะเร็ง ซึ่งฮาร์ท เจเนติกส์ ตรวจพบในระดับยีน
      
       ด้วยเหตุนี้การผันตัวออกมาให้บริการในเชิงพาณิชย์ของ ดร.คล้ายอัปสร จึงเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย จากเดิมที่มีโรงพยาบาลต่างๆ เคยป้อนลูกค้าให้ก็งดส่ง หรือแม้แต่ทีมทำงานภายในฮาร์ท เจเนติกส์ ก็ถูกซื้อตัวออกไป และยังมีคดีฟ้องร้องต่างๆ ตามมา รวมไปถึงปัญหากับผู้ถือหุ้น
      
       การใช้กลยุทธ์และอำนาจในทางธุรกิจและการใช้คดีความทำให้ฮาร์ท เจเนติกส์ต้องล้มลุกคลุกคลาน ประสบปัญหาในด้านผลการดำเนินงาน ภาระขาดทุน จนต้องแสวงหาวิธีการลดต้นทุนด้วยการลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ด้วยการใช้บ้านเป็นสำนักงานแทน
      
       แม้จะแก้ปัญหานี้แล้วก็ตาม แต่กระบวนการไล่ล่าเพื่อหวังครอบครองนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ฮาร์ท เจเนติกส์ค้นพบนี้ยังคงไม่จบสิ้น ติดตามอ่าน ทุนใหญ่! กำจัด “คล้ายอัปสร” พ้นเส้นทางถอดรหัสยีน (ตอนที่ 2)
      
       เจ้าของ บ.ถอดรหัส DNA แจ้งจับ จนท.ห้องแล็บปลอมเอกสาร
ที่มา :  www.manager.co.th

ตามหาคำตอบ ทำไมคนล้างพิษตับจำนวนมากถึงได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น !? (ตอนจบ) : ชีวิตใหม่หลังล้างพิษตับ

       ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       
       หลักสูตรการล้างพิษตับที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยนั้นถือได้ว่าเป็นการบูรณาการและผสมผสานภูมิปัญญาหลายด้านเอาไว้ด้วยกัน
       
        ในตอนที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ได้อธิบายเอาไว้แล้วว่า การอดอาหารดีอย่างไร การล้างลำไส้ให้สะอาดเกิดประโยชน์อย่างไร และการใช้น้ำมันมะกอกล่อให้น้ำดีออกมาและขับน้ำดีออกมานั้นช่วยเป็นการขับพิษออกจากร่างกายเราอย่างไร
       
        แต่สิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ก็คือ... ชีวิตใหม่หลังล้างพิษตับ ที่น่าจะสำคัญยิ่งกว่า !!!
       
        เหตุเพราะว่าในระหว่างการอบรมหลักสูตรล้างพิษที่ได้มาตรฐานนั้น จะให้องค์ความรู้ให้กับผู้เข้ารับการอบรมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย วิธีการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และอาหารที่เป็นโทษ ตลอดจนการให้ธรรมะสติเตือนใจในชีวิตหลังการล้างพิษ
       
  ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.manager.co.th 

       แม้ส่วนตัวผมแล้วจะใช้คำว่า "ก้อนไขมัน" ในการเรียกก้อนสีเขียวที่ขับถ่ายออกมาในการล้างพิษตับมากกว่าที่จะเรียกมันว่า "นิ่ว" และอาจจะไม่เห็นด้วยเสียทีเดียวหากจะเรียกวุ้นเมือกสีขาวๆว่า "เซลล์มะเร็ง" หรืออาจจะไม่สามารถสรุปได้ว่าน้ำเหนียวๆสีดำนั้นคือน้ำมันทอดที่ออกมาจากตับ เพราะอย่างไรเสียตราบใดที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร เราก็ไม่น่าจะด่วนสรุปว่าก้อนเหล่านั้นคือสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้
      
        เพียงแต่เราควรจะเลี่ยงคำให้ถูกต้องเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันมากขึ้นทางสถิติจะเหมาะสมกว่า
เช่น อาจเรียกผลิตภัณฑ์วุ้นสีขาวว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตามสถิติพบมากในผู้ป่วยมะเร็ง หรือผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ตามสถิติพบว่าสามารถพบได้บ่อยในคนที่มีประวัติเช่นนั้น เช่นนี้ ก็น่าจะเป็นที่รับฟังได้มากขึ้น เพราะในความจริงแล้วเราพบว่าคนที่มีประสบการณ์มากในการ "อ่านถัง" หรือวิเคราะห์จากผลิตภัณฑ์ที่ขับถ่ายออกมาอย่างละเอียดในการล้างพิษตับ เช่น ลักษณะผลิตภัณฑ์ สี กลิ่น เขาสามารถจะระบุพฤติกรรมการบริโภคของเราในอดีตได้แม่นยำมากอย่างน่าอัศจรรย์
       
        และข้อสำคัญหลายคนรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงสุขภาพของตัวเองที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรวจของผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ ศูนย์ล้างพิษของกลุ่มบุญคณา จังหวัดขอนแก่น ซึ่งตรวจเลือดและอัลตร้าซาวด์ทั้งก่อนและหลังล้างพิษตับ โดย รศ.นพ.อนัน ศรีพนัสกุล อาจารย์แพทย์จาก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็ได้สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงที่ทำให้เราได้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพก่อนเข้าล้างพิษตับนั้น กลับมีผลการตรวจที่บ่งชี้ถึงสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปริมาณเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้น ปริมาณเกล็ดเลือดเพิ่มสูงขึ้น ภาวะภูมิแพ้น้อยลง และนิ่วในถุงน้ำดีหายไป ลดจำนวนลง และลดขนาดลง ฯลฯ 
       
        โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนที่เข้าหลักสูตรล้างพิษตับได้เห็นถึงผลิตภัณฑ์ของตัวเองที่ขับถ่ายออกมากับตา หลายคนจึงเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองไปอย่างมาก ยิ่งหากบางศูนย์มีการให้ข้อมูลในการบริโภคเนื้อสัตว์มากๆ หรือเปิดสารคดีของอุตสาหกรรมการฆ่าสัตว์เพื่อทำเป็นอาหารด้วยแล้ว หลายคนเปลี่ยนพฤติกรรมโดยลดการรับประทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง จนถึงขั้นงดเนื้อสัตว์ไปเลยก็มี หลายคนบริโภคพืชผักมากขึ้น หลายคนเลิกดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลายคนเลิกยาเสพติด หลายคนระมัดระวังอาหารทอดมันๆ หรือ หวานๆมากขึ้น และมีอีกหลายคนรับประทานอาหารให้มีปริมาณน้อยลง ฯลฯทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ องค์ความรู้และข้อมูลที่ทำให้คนที่เข้าอบรมเชิงปฏิบัติการในการล้างพิษตับเปลี่ยนพฤติกรรมไปจากเดิมอย่างมาก และการมีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปนี้เองย่อมทำให้สุขภาพของผู้ที่เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการมีสุขภาพที่ดีขึ้นเป็นลำดับ ทำให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น พึ่งยาน้อยลง พึ่งหมอน้อยลง
      
        หลายคนมีสุขภาพดีขึ้นจนลดยาเคมี ไปจนถึงขั้นปลดแอกจากทาสการรับประทานยาที่ไม่ต้องพึ่งยาเคมีอีกเลยหลังจากได้รับการฝึกอบรมการล้างพิษตับ และมีคนอีกจำนวนมากเมื่อเข้าหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการแล้ว ก็สามารถล้างพิษตับเองต่อที่บ้านได้หลังจากนั้นอีกหลายครั้ง และถ้าบางคนมีประสบการณ์สูงก็สามารถขยายการล้างพิษไปให้กับคนใกล้ชิดในครอบครัว ญาติพี่น้อง มิตรสหาย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการปรับจิตใจที่มุ่งที่จะแผ่ความเมตตาไปในทุกสารทิศ เป็นพลังเชิงบวกที่ยากที่จะหาได้ยากยิ่งในยุคนี้

       
        พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปข้างต้นทำให้หลายคนเปลี่ยนวิธีคิดไปจากเดิม เมื่อ ลด ละ เลิก การบริโภคที่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกาย ก็ทำให้ความโลภและการแสวงหาลดน้อยลงไปด้วย การเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบก็น้อยลง และทำให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็นเป็นสุขขึ้น
       
        หลักสูตรล้างพิษตับของชาวอโศกนั้น แม้จะเน้นหนักในเรื่องการล้างพิษ แต่ความจริงแล้วพวกเขายังได้ให้ความสำคัญเรื่องสำคัญอื่นๆด้วย เพราะการเอาพิษออกเป็นส่วนสำคัญเพียงแค่ 1 ใน 8 เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากหนังสือคู่มือการอบรม "โครงการฟื้นฟูและส่งเสริมสุขภาพองค์รวม แบบ 8 อ." จัดทำโดย ชาวศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งความหมายของ 8 อ.คือ
       
        1. อิทธิบาท 4 (ฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา)
        2. อารมณ์
        3. อาหาร
        4. อากาศ
        5. ออกกำลังกาย
        6. เอนกาย
        7. เอาพิษออก
        8. อาชีพที่เหมาะสม

       
        การล้างพิษตับไม่ได้ทำให้คนมีอายุยืนเป็นอมตะนิรันดร์กาล และไม่ได้แปลว่าทุกคนจะหายป่วยจากโรคร้ายของตัวเองด้วยการล้างพิษตับในทุกๆโรค เพราะอย่างไรเสียทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือกก็ไม่สามารถทำให้มนุษย์เป็นอมตะได้เช่นกัน
       
        เพราะมนุษย์ทุกคนต่างก็มีกรรมของตัวเองที่ทำให้อายุตัวเองสั้นยาวไม่เท่ากัน และเจ็บป่วยไม่เท่ากัน และเพราะกรรมแต่ละคนก็คงจะมีโอกาสหาหนทางที่เหมาะสมกับตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีได้ไม่เท่ากันเช่นกัน
       
        พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 จูฬกัมมวิภังคสูตร ได้กล่าวถึงตั้งแต่ข้อ 582 - 583 เกี่ยวกับการมีอายุยืนและอายุสั้นว่า ถ้าเราฆ่าชีวิตสัตว์ มีจิตใจที่เหี้ยมโหด หมกมุ่นอยู่ในการประหัตประหาร ตายไปก็เข้าถึงนรก เกิดมาเป็นมนุษย์ก็มีอายุสั้น ในทางตรงกันข้ามถ้าเราเป็นผู้ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่สร้างโทษภัย วางอาวุธ มีความละอายที่จะทำบาป มีแต่ความเอ็นดู ช่วยเหลือเกื้อกูลสรรพสัตว์และภูต หากตายไปก็จะเข้าถึงสุขคติในโลกสวรรค์ หากเกิดมาเป็นมนุษย์ก็จะมีอายุยืน
      
        พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 จูฬกัมมวิภังคสูตร ได้กล่าวถึงตั้งแต่ข้อ 584-585 
เกี่ยวกับเหตุของการมีโรคน้อยและโรคมากว่า บุคคลใดหากชอบเบียดเบียนสัตว์ด้วย ฝ่ามือ ท่อนดิน ท่อนไม้ ของมีคม หากเขาตายไปก็จะเข้าถึงนรก ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์จะเป็นคนมีโรคมาก ในทางตรงกันข้ามบุคคลใดปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วย ฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ ของมีคม หากเขาตายไปจะเข้าถึงสุคคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนมีโรคน้อย
       
        พระไตรปิฎกเล่ม 20 ข้อ 461 คิลานสูตร 
ได้กล่าวถึงธรรมะจากพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับลักษณะของคนไข้ในโลกนี้มี 3 จำพวก พวกแรก ทำอย่างไรก็ไม่หายจากการเจ็บป่วยไม่ว่าจะได้อาหารดีหรือไม่ได้ก็ตาม ได้ยาดีหรือไม่ได้ก็ตาม ได้หมอหรือคนดูแลที่ดีหรือไม่ก็ตาม พวกที่สองคือ ทำอย่างไรเมื่อถึงเวลาก็หายจากโรคเอง ไม่ว่าจะได้อาหารดีหรือไม่ได้ก็ตาม ไม่ว่าจะได้ยาดีหรือไม่ได้ก็ตาม และไม่ว่าจะได้หมอหรือคนที่ดูแลที่ดีหรือไม่ได้ก็ตาม พวกที่สามคือ ต้องได้อาหารที่ดี ยาดี และหมอหรือคนดูแลที่ดีจึงจะหาย และเราก็หวังว่าคนที่เข้าหลักสูตรล้างพิษตับแล้วหายจะอยู่กลุ่มคนพวกที่สองและสามที่ถึงเวลาต้องหมดการชดใช้กรรมที่ตัวเองได้เคยก่อเอาไว้ในชาติก่อนหรือชาตินี้
      
        ทั้งหมดก็สะท้อนให้เห็นว่าความตายเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ อายุยืนหรือสั้นก็ขึ้นอยู่กับกรรม มีโรคมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับกรรม และจะรักษาหายได้ จะเจอวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองจนทำให้หายเจ็บป่วยได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกรรมด้วยเช่นกัน

       
        ดังนั้นการล้างพิษตับน่าจะเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งให้มีสุขภาพที่ดีแบบพึ่งพาตนเองได้ แต่ก็ทำให้คนที่เข้าอบรมหลักสูตรได้มีสติในการดำเนินชีวิตมากขึ้น มีความโลภน้อยลง และเบียดเบียนสังคมน้อยลง และมุ่งเน้นจะทำประโยชน์ในสังคมให้มากขึ้นในช่วงชีวิตที่เหลือ ตรงนี้ต่างหากที่มีความสำคัญมากสิ่งอื่นใด
       
        เพราะถ้าประชาชนมีความคิดเปลี่ยนแปลงเพื่อปฏิวัติสุขภาพตนเองเสียใหม่กันมากๆ การบริโภคอาหารและยาก็จะเปลี่ยนไป การบริโภคและความโลภก็จะลดน้อยลง สุขภาพและฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนก็จะเปลี่ยนแปลงไป กระบวนการผลิตในประเทศก็จะเปลี่ยนตาม ระบบเศรษฐกิจก็จะเปลี่ยนตาม และสามารถลุกลามไปถึงการสร้างคุณธรรมและศีลธรรมตลอดจนสำนึกที่ดีต่อสังคมโดยรวมให้มีมากขึ้น ถึงเวลานั้นการเมืองย่อมเปลี่ยนตาม และประเทศไทยก็จะน่าอยู่มากขึ้น
       
        ทั้งหมดนี้เป็นความฝันเล็กๆที่ผมอยากได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่ !!!

ที่มา : www.manager.co.th

วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

4 วิธีแก้อาการหลง ๆ ลืม ๆ


       บางครั้งคนเราทำงานหนักมากเกินไป หรือายุที่เพิ่มมากขึ้น อาจทำให้หลงๆ ลืมๆ กันไปบ้าง
 แล้วมีวิธีอะไรบ้างที่จะช่วยทำให้บรรเทาอาการเหล่านี้ ยกตัวอย่างง่ายๆ 4 วิธี ที่คุณสามารถทำ
ได้ตั้งแต่วันนี้เลย
     
        วิธีแรกโฟกัสสายตา โดยวิธีการคือ ให้ฝึกนั่งจ้องวัตถุ หรือ เหตุการณ์ตรงหน้า จดจำ
รายละเอียดให้มากที่สุด นานประมาณ 3 นาที จากนั้น ละสายตา แล้ววาดสิ่งที่เห็นบนกระดาษ
 เมื่อเสร็จตรวจดูว่ามีสิ่งใดตกหล่นไปหรือไม่ ฝึกสม่ำเสมอจะช่วยพัฒนาความจำระยะสั้น
บริหารสมอง และเสริมประสิทธิภาพความจำด้านสายตา เช่น เอาสิ่งของมาซัก10 ชิ้น
แล้วห่อผ้าไว้ แล้วเปิดออกมาซัก10 วินาที แล้วพูดหรือเขียนออกมา
     
        วิธีที่ 2 รับประทานอาหารที่ช่วยในเรื่องความจำ แนะนำให้เป็นอาหารที่อุดม
วิตามินซี, อี และเบต้าแคโรทีน โดยเฉพาะส้ม องุ่น เบอร์รี ผักสีเขียว ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อสมอง
จากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เซลล์สมองเสื่อม ทั้งนี้ ผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า ผู้บริโภค
วิตามินซีสูง มีผลการทดสอบด้านสมาธิ ความจำ และการคำนวณดีที่สุดด้วย
     
        วิธีที่ 3 การทำกิจกรรมที่ช่วยให้เรามีทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ เช่นกิจกรรมที่ท้าทาย
ความคิด เมื่ออายุเริ่มเข้าเลขสาม สมองจะเริ่มทำงานช้าลง ดังนั้น ควรหางานอดิเรกยามว่าง
ที่สนุกสนานทำ เช่น เต้นแทงโก้ เรียนภาษาใหม่ ต่อจิ๊กซอว์ เกมส์ปริศนาอักษรไขว้
เล่นปิงปอง เป็นต้น ช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของสมอง และความจำได้ดี
     
        วิธีสุดท้าย คือการนอนหลับพักผ่อนให้ เพียงพอ และกินอาหารให้ครบ 5 หมู่
 เวลาในการนอนอย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
 เซลล์ประสาทจะสื่อสารกันได้มากขึ้น ส่งผลต่อการเรียนรู้ และความจำ และรับประทาน
อาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง

ที่มา www.manager.co.th

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

20 ผักผลไม้ที่ล้างพิษในร่างกายได้






คนโบราณและนักโภชนาการมักกล่าวว่า”อาหาร”เป็นยาที่วิเศษที่สุด เพราะเป็นแหล่งรวมของ
สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่ใช่ว่าต้องเป็นอาหารที่มีราคาแพงอย่างเป๋าฮื้อ หูฉลาม
รังนก หรือของหายากอย่างดีหมีเท่านั้น ถึงจะให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายได้ เพราะจาก
การศึกษาแล้วพบว่าอาหารที่เราหาได้ตามท้องตลาดในชีวิตประจำวัน
ก็มีประโยชน์ในตัวไม่ใช่น้อย

ที่สำคัญอาหารเหล่านี้ยังช่วยล้างพิษให้แก่อวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น ตับ ลำไส้ ไต ผิวหนัง
ช่วยป้องกันการจับตัวของสารพิษ รวมถึงช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งสารพิษต่างๆที่
สะสมอยู่ในร่างกายอาจมาจากควันพิษในอากาศ สารเจือปนในอาหาร เช่น สีผสมอาหาร
สารกันเสีย ยาฆ่าแมลง ปรุงรส เป็นต้น

คราวนี้ลองมาดูกันว่าอาหารชนิดใดสามารถช่วยล้างพิษให้คุณได้บ้าง

เริ่มจากลำดับที่ 1. สาหร่าย พืชสีเขียวในทะเลที่หลายคนมองข้ามคุณประโยชน์
แต่จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่าสาหร่าย
สามารถจับของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกาย ในปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงรังสีต่างๆ
จากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นไมโครเวฟทั้งหลายได้
ซึ่งพลังงานความร้อนเหล่านี้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ก่อให้เกิดมะเร็งได้
ซึ่งสาหร่ายจะช่วยดูดซึมคลื่นรังสีเหล่านั้น และสามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย
นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก

2. หัวหอม ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
ช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LD ซึ่งไม่ดีเพราะเป็นตัวการ
ก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น
ช่วยรักษาโรคหอบ โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือ
ช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่

3. มะนาว เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสด
เมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น
แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะเป็นอาหารที่ช่วยล้างพิษในลำไส้
และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย

4. เมล็ดแฟลกซ์ ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็น อย่างโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์
ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
นอกจากนี้ยังมีสารอื่นที่ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างการแข็งแรงขึ้น

5. กระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดแบคทีเรียและไวรัสออกจาก
ระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อ ทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือมีเลือดปน
หรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งสารในกระเจี๊ยบสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
และไวรัสเหล่านั้นได้

6. ทับทิม ตำราแพทย์แผนโบราณของชาวเอเชียกล่าวไว้ว่า การดื่มน้ำทับทิมสามารถรักษา
อาการอักเสบและลดความปวดได้ เนื่องจากในผลทับทิมมีสารแอสไพรินซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกัน
กับแอสไพรินในยาแก้ปวด ช่วยล้างพิษ ลดการติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และลดอาการ
อักเสบ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการไขข้ออักเสบ ปวดบวม ช้ำ แนะนำให้กินทับทิม เพราะช่วยลด
อาการปวดลงได้ ขณะเดียวกันยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น

7. พืชตระกูลถั่ว (เช่นถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว) จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินถั่ว
เป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน และลดอัตราความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจ
ด้วยพืชตระกูลถั่วนี้ประกอบด้วยไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ทำความสะอาดลำไส้
ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ อีกทั้งช่วยป้องกัน
การเกิดมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย

8. ขึ้นฉ่าย ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความสะอาดเลือดและช่วยลดความดันโลหิต
สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจาก
ขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่ายยังประกอบ
ไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือ
ผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย

9. แครอท เต็มไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน ( Alpha and Beta-carotene )
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิตามินเอ และถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมช่วยปกป้องร่างกายจาก
สารพิษในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาท สายตา ผิวหนัง ที่ต้องสัมผัสแสง
แดเป็นประจำ และจากการวิจัยพบว่าสารในแครอตช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยทำให้ระบบ
ทางเดินหายใจและหัวใจแข็งแรงขึ้น

10. มะเขือพวง คนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารประเภท ผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิ
และน้ำพริก สมัยก่อนแกงกะทิเช่นแกงไก่ใส่มะเขือพวงเต็มไปด้วย ใส่ไก่น้อยเน้นการกิน
มะเขือเป็นหลักแต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้าม แกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือ และคนก็เลือก
กินแต่ไก่ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในปัจจุบันมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อน มะเขือพวง
เป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งสามารถช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย
ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบ
ทางเดินอาหารได้เร็วขึ้นและลดการสะสมของเสีย

11. ส้มโอ หรือเกรปฟรุต เพราะเป็นผลไม้รสชาติดีจึงได้รับความนิยมในอาหารมื้อเช้า
ของชาวตะวันตก สารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุต สามารถช่วยลดระดับ
คอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือด
นอกจากนี้เพกตินยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อร่างกาย
ส่วนเกรปฟรุตช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพราะอาหาร
และมะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษ
ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

12. กระเทียม จากหลายการศึกษาให้ผลตรงกันถึงคุณสมบัติของกระเทียมในการทำความสะอาด
ร่างกาย นั่นคือ การกินกระเทียมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร
และฆ่าเชื้อไวรัส โดยเฉพาะทำความสะอาดเลือดและระบบลำไส้ ทำให้เส้นเลือดมีความ
ยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิต นอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดิน
หายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่
มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย

13. บลูเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีค่าแอนติออกซิแดนต์สูงมากชนิดหนึ่งและถือเป็นหนึ่งในสุดยอด
อาหารรักษาโรค เนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารแอสไพรินตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดการระคายเคือง
สารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ลดการติดเชื้อใน
ทางเดินปัสสาวะ

14. กะหล่ำ เต็มไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ ( Antioxidant ) และช่วยตับ
ขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยทำความ
สะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพราะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ พืชตระกูล
กะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี และกะหล่ำปม ผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาด
ร่างกายและช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย
และช่วยให้ตับผลิตเอนไซม์ออกมาให้เพียงพอในการกำจัดของเสีย

15. บีตรูต ผักสีแดงที่นิยมใส่ในสลัดนี้นับเป็นผักมหัศจรรย์ซึ่งเประกอบไปด้วยไฟโรเคมีคอล
( Phytochemical ) วิตามินและเกลือแร่หลายชนิด ซึ่งทำให้บีตรูตมีคุณสมบัติต่อต้านชื้อ
โรค ทำความสะอาดเลือด ตับและระบบน้ำเหลือง อีกทั้งมีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายรับออกซิเจน
ได้มากขึ้น จึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งจากกการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่าบีตรูต
ช่วยปรับระดับกรด-ด่างในเลือดให้สมดุลด้วย

16. อะโวคาโด อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จาก
ตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน(Glutathione ) ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอล
และป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้
เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนัก
ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ( University of Michigan ) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกิน
อาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ได้กิน และมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อย
กว่า 30 เปอร์เซ็นต์

17. ตำลึง ผักใบเขียวที่ขึ้นข้างรั้วหาง่าย และราคาไม่แพงนี้ ในสมัยก่อนเรามักนำมาทำแกงจืด
ตำลึงโดยใสเนื้อสัตว์น้อยๆ แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่าแกงจืดตำลึงจะมีตำลึงอยู่ไม่กี่ใบ และมีหมูสับเต็ม
ไปหมด ซึ่งตำลึงมีคุณสมบัติ ช่วยผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น
นอกจากนี้สารที่มีอยู่ในตำลึงยังช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายด้วย

18. แอปเปิ้ล ประกอบไปด้วยเพกตินสูง เพกตินเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่ช่วยจับคอเลสเตอรอล
และโลหะหนักในร่างกายที่ปะปนมากับอาหาร เช่น ปรอท ตะกั่ว ซึ่งทำลายเซลล์สมอง นี่คือ
เหตุผลที่เราควรจะกินแอปเบิลเพื่อล้างสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์
ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส จากการศึกษาทดลองยังพบว่าแอปเปิล
ช่วยขับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็ก และทำให้เกิดไมเกรน
ในผู้ใหญ่ได้

19. อัลมอนด์ เป็นถั่วที่มีใยอาหารสูง มีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แม้จะมีไขมัน
แต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควรกินอัลมอนด์
นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูง
ก็จะเกิดอาการไฮเปอร์ไกลซีเมีย ( Hyperglycemia ) ทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ
หายใจไม่ออก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และหากน้ำตาลในเลือดต่ำที่เรียกว่า
ไฮโปไกลซีเมีย( Hypoglycemia )จะทำให้เกิดอาการหน้ามืด
เป็นลม ใจสั่น ไม่มีแรง คิดอะไรไม่ออก

20. กล้วย มีคุณสมบัติในการบำรุงและสร้างความแข็งแรงแก่กระเพาะอาหาร ในขณะเดียวกัน
ก็ให้เกลือแร่ที่จำเป็นแก่ร่างกาย เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมช่วยควบคุมระดับ
ของเหลวในร่างกายโดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกิออกจากร่างกายโดยช่วยขับของเปลว
หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูก
ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :: Good Look Good Health
http://www.dietathome.biz/pt

อัลมอนด์ช่วยล้างพิษได้อย่างไร

อัลมอนด์ช่วยล้างพิษได้อย่างไร ในอัลมอนด์มีใยอาหารสูง และมีแคลเซียมและโปรตีนที่ส่งผลดีต่อร่างกาย
 แม้จะมีไขมันแต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกาย ในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควรรับประทานอัลมอนด์ด้วย


นอกจากนี้ อัลมอนด์ยังมีสรรพคุณในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยที่ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูง
จะส่งผลให้เกิดอาการที่เรียกว่า Hyperglycemia จะทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ หายใจไม่ออกและไม่สามารถ
ควบคุมตัวเองได้ และหากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำในระดับที่เรียกว่า Hypoglycemia จะทำให้เกิดอาการหน้ามืด
 เป็นลม ไม่มีแรง ใจสั่น ได้

มีผลการวิจัยจากสถาบันชั้นนำทั้งในยุโรปและอเมริกาพบว่า การรับประทานอัลมอนด์เพียงวันละ 1หยิบมือ 
สามารถช่วยลดไขมันเลว หรือ LDL ได้ถึง 4.4% และถ้ารับประทาน 2หยิบมือต่อวัน จะช่วยลด LDL ได้ถึง 
9.4% อีกทั้งยังทำให้ระดับของไขมันดี หรือ HDL เพิ่มขึ้นอีกด้วย

นอกจากอัลมอนด์จะมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว อัลมอนด์ยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินบี วิตามินอี 
และโอเมก้า3 ซึ่งจำเป็นต่อการเสริมสร้างเซลล์ที่สึกหรอของผิวหนังและเส้นผม อีกทั้งยังช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย
 และที่สำคัญไฟเบอร์ที่ได้จากอัลมอนด์ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

ที่มา http://www.bloggang.com/