วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557

ป้องกันอาการปวดคอด้วยวิธีง่ายๆ

หลายคนอาจจะเคยรู้สึกปวดคอโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะอาการปวดคอมักจะเกิดขึ้นจากลักษณะการใช้ชีวิตในประจำวันของเราที่อาจจะผิดท่าผิดทางเป็นประจำเมื่อสะสมกันไปสักพักก็จะมีผลทำให้มีอาการปวดคอเกิดขึ้นได้ สำหรับสาเหตุที่พบส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะได้แก่ การนั่งเป็นเวลานานและนั่งในท่าที่ไม่ถูกวิธี รวมไปถึงการสะพานกระเป๋าหนักๆ หรือแม้แต่การนอนตกหมอนก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดคอขึ้นได้ และถ้าช่วงนี้ใครกำลังรู้สึกปวดคอลองมาปฏิบัติตัวตามคำแนะนำเหล่านี้กันดูดีกว่า เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาอาการปวดคอที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคุณให้ทุเลาลงได้
health1
ป้องกันอาการปวดคอด้วยวิธีง่ายๆ
1. นั่งหลังตรงไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลาไหน เช่น นั่งขับรถ นั่งรับประทานอาหาร หรือทำงาน หลายคนมักติดนิสัยนั่งหลังงอ เพราะอาจจะรู้สึกสบายกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้วการนั่งหลังงอเป็นเวลานานอาจทำให้เรามีอาการปวด หลังและปวดคอขึ้นได้ เพราะเป็นการนั่งที่ผิดสุขลักษณะ
2. ปรับจอคอมพิวเตอร์ในทุกวันนี้การทำงานทุกคนมักจะต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และต้องจ้องมองหน้าจอกันตลอดเวลา ดังนั้นจึงควรปรับจอให้อยู่ในระดับสายตา เพราะการที่จอต่ำเกินไปหรือสูงเกินไปเมื่อเรามองเป็นเวลานานจะทำให้เราเกิดอาการปวดคอได้
health2
ป้องกันอาการปวดคอด้วยวิธีง่ายๆ
3. คุยโทรศัพท์หลายคนมักจะใช้เวลาในการคุยโทรศัพท์เป็นเวลานาน การคุยโทรศัพท์นานก็มีผลทำให้เราต้องเอียงคอจึงเกิดอาการปวดเมื่อยคอขึ้นได้ ดังนั้นถ้าใครที่ต้องคุยโทรศัพท์เป็นประจำและต้องคุยเป็นเวลานาน ควรหาตัวช่วย เช่น การใช้หูฟัง หรือใช้สมอทอร์ค เป็นต้น
4. ไม่สะพายกระเป๋าหนักกระเป๋าหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบสะพายข้างหรือเป็นแบบเป้สะพายหลัง ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสลับข้างสะพาย หรือไม่ก็ควรเปลี่ยนเป็นกระเป๋าแบบล้อลากจะดีกว่า
health3
ป้องกันอาการปวดคอด้วยวิธีง่ายๆ
5. ก้มยกของหนักการก้มตัวยกของหนักๆ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดคอได้ด้วยเช่นกัน ทางที่ดีควรค่อยๆ ย่อตัวลงแล้วจึงค่อยยกของขึ้นมา แต่ก็ไม่ควรยกของหนักบ่อยๆ ควรแบ่งจำนวนในการยกหรือหาผู้ช่วย จะเป็นการช่วยหลีกเลี่ยงอาการปวดคอที่อาจจะเกิดขึ้นได้ การยกของหนักนอกจากจะปวดคอแล้วอาจจะทำให้คุณเกิดอาการปวดหลังตามมาด้วย
เพียงเท่านี้ก็จะสามารถป้องกันอาการปวดคอที่อาจจะเกิดขึ้นชีวิตประจำวันได้ แต่ถ้าใครมีอาการปวดคอมากและปวดเป็นเวลานานแล้ว ไม่ควรซื้อยาหรือหายามารับประทานเอง แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและขอคำแนะนำจะดีกว่า เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะขึ้นในระยะยาว
อาการปวดคอมักจะเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ผิดสุขลักษณะ ไม่ว่าจะเป็น การนั่ง การสะพายกระเป๋า หรือแม้แต่การยกของหนัก ถ้าเราหลีกเลี่ยงสาเหตุเหล่านี้ก็จะเป็นการช่วยป้องกันการเกิดอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี

ที่มา : www.sanook.com

วิธีล้างผักให้สะอาดและลวกผักให้คงสีสันสดใสน่าทานง่ายๆ

อยากมีสุขภาพที่แข็งแรงเราก็ต้องทานผักกันเป็นประจำทุกวันจริงมั้ยคะ และจะให้ดีต้องทานกันทุกมื้อเสียด้วยซ้ำเพื่อป้องกันโรคต่างๆ และทำให้อายุยืนยาว ผิวพรรณสวยเปล่งปลั่งอ่อนเยาว์อย่างสมบูรณ์แบบ เรียกว่าแค่ทานผักก็ทำให้ได้ครบถ้วนทั้งคุณประโยชน์อย่างมหาศาลกันแล้ว ในวันนี้เราก็มีวิธีล้างผักสดที่มาพร้อมสารพิษเจือปนให้ทุกคนได้ทราบ โดยเฉพาะแม่บ้านทั้งหลายที่ห่วงกังวลกันว่าจะมีวิธีล้างผักอย่างไรเพื่อให้คนที่คุณรักทานกันได้อย่างปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น ว่าแล้วก็มาดูเคล็ดลับคู่ครัวที่เราหยิบมานำเสนอไปพร้อมกันเลยค่ะ
Other1
วิธีล้างผักให้สะอาดและลวกผักให้คงสีสันสดใสน่าทานง่ายๆ
วิธีล้างผักให้สะอาดปลอดจากสารพิษ
1. ลอกเปลือกชั้นนอกหรือก้านใบที่อยู่ภายนอกออกแล้วแกะเป็นกลีบๆ หรือแกะใบออกมา
2. เปิดก็อกน้ำแรงๆ จากนั้นล้างผ่านน้ำสะอาดหลายครั้งพร้อมกับใช้มือคลี่ถูใบ นานประมาณ 2 นาทีหรือจะใช้สารเหล่านี้ช่วยให้การล้างผักสะอาดมากยิ่งขึ้นก็ได้เช่นกัน
- ล้างด้วยน้ำยาล้างผักโดยเฉพาะ โดยอ่านและทำตามฉลากที่แนะนำสำหรับการล้าง
- ล้างด้วยน้ำคลอรีน โดยใช้ผงปูนคลอรีน 1/2 ช้อนชาต่อน้ำ 20 ลิตร
- ล้างด้วยน้ำเกลือ โดยใช้เกลือ 2 ช้อนโต๊ะแบบพูนๆ ผสมกับน้ำ 4 ลิตร
- ล้างด้วยน้ำโซดา โดยใช้โซเดียมไปคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 4 ลิตร
- ล้างด้วยน้ำส้มสายชู โดยใช้น้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยผสมกับน้ำ 4 ลิตร
แม่บ้านสะดวกล้างผักผลไม้สดด้วยวิธีไหนก็เลือกล้างกันได้ตามความสะดวกเลยค่ะ โดยเลือกเพียงหนึ่งวิธีจากนั้นนำผักผลไม้สดมาล้างผ่านน้ำเปล่าจนสะอาดอีกครั้งก็จะสามารถกำจัดสารพิษที่มากับผักสดต่างๆ ได้แล้ว
Other2
วิธีล้างผักให้สะอาดและลวกผักให้คงสีสันสดใสน่าทานง่ายๆ
การลวกผักให้สดกรอบคงสีสันน่ารับประทาน
1. ต้มน้ำในหม้อให้เดือด โดยใส่น้ำให้น้อยหรือให้พอท่วมผักก็พอค่ะ ทั้งนี้ ก็เพื่อช่วยถนอมคุณค่าทางอาหารของผักใบเขียวเอาไว้ให้มากที่สุด เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ใส่เกลือลงไป ตามด้วยน้ำมันเพียง 1 ช้อนชา เนื่องจากเกลือจะทำให้ผักมีรสชาติคงความอร่อยและน้ำมันจะทำให้ผักมีสีเขียวสดน่ารับประทานนั่นเองค่ะ
3. เร่งไฟให้แรงขึ้นแล้วใส่ผักลงไปลวก โดยลวกในส่วนผักที่สุกยากก่อนจากนั้นสักพักจึงใส่ผักที่ลวกสุกง่ายตามลงไป
Other3
วิธีล้างผักให้สะอาดและลวกผักให้คงสีสันสดใสน่าทานง่ายๆ
4. สังเกตดูว่าหากผักมีสีเขียวเสมอทั่วไปกันแล้วก็ให้ตักผักขึ้นแช่ลงในอ่างที่ผสมน้ำเย็นหรือน้ำแข็งเตรียมรอไว้ทันที คลุกเคล้าผักกับน้ำแข็งเพื่อให้คลายความร้อนได้อย่างทั่วถึง เพราะหากไม่แช่ลงในน้ำแข็งก็จะทำให้ผักนิ่มเละง่าย ไม่กรุบกรอบและไม่มีสีเขียวสดน่ารับประทานมากเท่าที่ควรอีกด้วย หากปล่อยเวลาผ่านไปนานผักที่เราลวกก็จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเข้มหรือสีน้ำตาลอย่างสุดท้ายก็ดูไม่น่าทานนั่นเองค่ะ
เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับเคล็ดลับคู่ครัวที่เรานำมาฝาก แม่บ้านยุคใหม่หลายคนที่ยังไม่เคยรู้ว่าการล้างผักให้สะอาดนั้นทำอย่างไร รวมถึงการลวกผักให้คงสีสันสดใส คงคุณค่าทางสารอาหารและน่าทานอยู่เสมอนั้นมีเคล็ดลับอย่างไร หวังว่าคำแนะนำจากเราจะช่วยคุณได้ไม่มากก็น้อยแน่นอน

ที่มา : www.sanook.com

สุดยอดสูตรพอกหน้าเพื่อผิวสวยจากผักผลไม้



ผู้หญิงกับความงามเป็นสิ่งที่มาควบคู่กัน และการพอกหน้าด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติก็เป็นสิ่งที่ผู้หญิงเราหลายคนทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่หากใครยังไม่เคยดูแลผิวด้วยสูตรเหล่านี้ วันนี้เรามีสูตรพอกหน้าและวิธีการทำมาฝากทั้ง 5 สูตร 5 วิธีดังนี้แล้วค่ะ
mask1
สุดยอดสูตรพอกหน้าเพื่อผิวสวยจากผักผลไม้
1. สูตรมะขามเปียก มะนาวและน้ำผึ้ง
ส่วนผสมที่ต้องเตรียม มะขามเปียก 1 กำ + น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะและน้ำมะนาว 1 ช้อนชา
วิธีใช้ นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างให้สะอาด ควรทำสูตรนี้เป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใสขาวนวลขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติทีเดียว
2. สูตรมะเขือเทศเพื่อผิวขาวใส
สิ่งที่ต้องเตรียม มะเขือเทศ 1 ผล
วิธีใช้ นำมะเขือเทศล้างน้ำให้สะอาดจากนั้นบดให้ละเอียดหรือฝานเป็นแว่นหนามาวางบนใบหน้าและลำคอก็ได้เช่นกัน วิตามินซีและกรดที่ได้จากมะเขือเทศจะทำหน้าที่กระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกอย่างอ่อนโยน เผยผิวหน้าขาวกระจ่างใสได้อย่างน่าพอใจ
mask2
สุดยอดสูตรพอกหน้าเพื่อผิวสวยจากผักผลไม้
3. สูตรแอปเปิ้ลเพื่อผิวใส ไร้ริ้วรอย
สิ่งที่ต้องเตรียม แอปเปิ้ล 1 ผล
วิธีใช้ นำแอปเปิ้ลมาล้างให้สะอาดแล้วปอกเปลือกจากนั้นนำแต่เนื้อมาปั่นให้ละเอียด ทั้งนี้ สามารถผสมน้ำผึ้งลงไปได้เล็กน้อยเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวเพิ่มเติม จากนั้นเมื่อได้ส่วนผสมที่ละเอียดเข้ากันดีแล้วก็นำมาพอกใบหน้าทิ้งไว้ 20 นาทีได้เลยค่ะ คอลลาเจนและอิลาสตินที่ได้จากแอปเปิ้ลจะช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างสดใส ไร้สิว ไร้ริ้วรอยและจุดด่างดำจะค่อยๆ ลดเลือนลง ทำให้ผิวหน้าแข็งแรงสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ
4. สูตรฟักทองเพื่อผิวนุ่มราวผิวเด็ก
สิ่งที่ต้องเตรียม ฟักทองต้มบดละเอียด 1/2 ถ้วย
วิธีใช้ นำเนื้อฟักทองบดละเอียด(เติมน้ำเพิ่มได้เล็กน้อยเพื่อไม่ให้เนื้อเหนียวหนืดจนแห้งเกินไป) เมื่อได้ส่วนผสมแล้วให้นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น ซับหน้าบางๆ ให้แห้ง วิตามินต่างๆ ที่ได้จากเนื้อฟักทองอย่างสารต้านอนุมูลอิสระจะทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่มและขาวใส ผิวสวยสุขภาพดีเปล่งปลั่งดุจราวผิวเด็กกันเลยทีเดียวเชียวค่ะ
mask3
สุดยอดสูตรพอกหน้าเพื่อผิวสวยจากผักผลไม้
5. สูตรกล้วยหอมบำรุงผิวแห้งให้ชุ่มชื้น
สิ่งที่ต้องเตรียม กล้วยหอมสุกบดละเอียด 1/2 ถ้วย
วิธีใช้ นำกล้วยหอมสุกที่บดละเอียดดีแล้วมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด สูตรนี้จะช่วยบำรุงผิวหน้าที่แห้งกร้านให้กลับมาเนียนนุ่มชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดีอีกครั้ง
เป็นอย่างไรกันบ้างคะสาวๆ สำหรับ 5 สูตรพอกหน้าจากผักผลไม้ที่หาได้รอบๆ ตัวเรา วันไหนหยุดอยู่บ้านอย่าลืมเปิดตู้เย็นเช็คดูนะคะว่ามีผักผลไม้อะไรบ้างที่หยิบมาบำรุงผิวให้สวยสดใส แล้วผิวสวยๆ ก็จะเป็นของคุณอย่างไม่ยากเย็นอีกต่อไป

ที่มา : www.sanook.com

7 คุณประโยชน์เพื่อสุขภาพดีจากการดื่ม

นอกจากการทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว คุณทราบไหมคะว่าการดื่มเครื่องดื่มอย่างกาแฟก็ให้ประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพได้เช่นเดียวกัน ฟังดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้เลยใช่มั้ยละคะ แต่วันนี้เป็นไปได้แล้วเนื่องจากมีการทดลอง การวิจัยต่างๆ ออกมาให้การยืนยันมากมาย ว่าแล้วเราก็มาดูรายละเอียดกันเพิ่มเติมดีกว่าค่ะว่าดื่มกาแฟแล้วมีดีต่อร่างกายอย่างไร
Coffee3
7 คุณประโยชน์เพื่อสุขภาพดีจากการดื่มกาแฟ
1. ละลายไขมันในร่างกาย
หลังจากที่ทานอาหารจนอิ่มแปล้ สาวๆ สามารถดื่มกาแฟตามหลับได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากมันจะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการแตกตัวในไขมันที่เราทานไปและเปลี่ยนให้กลายมาเป็นพลังงานทดแทน ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถดื่มเพื่อลดความอ้วนได้นั่นเอง
2. เพิ่มไขมันดีให้ร่างกาย
มีผลการวิจับพบว่าการดื่มกาแฟบ่อยๆ จะมีการเพิ่มไขมันชนิด (HDL) ในร่างกายได้ โดยไขมันดังกล่าวจะทำหน้าที่ขับไล่คลอเรสเตอรอลให้หมดไปและช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัวได้อีกด้วยนะ
3. ป้องกันโรคหัวใจ
เนื่องจากในกาแฟมีสารนิโคตินแต่ไม่ใช่สารที่พบในบุหรี่นะคะ หากแต่เป็นวิตามินบีรวมชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกาย ยังช่วยลดคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัวและช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้
Coffee2
7 คุณประโยชน์เพื่อสุขภาพดีจากการดื่มกาแฟ
4. ดีต่อระบบการย่อยอาหาร
หลังจากทานอาหารเสร็จไป หากดื่มด้วยกาแฟตามเล็กน้อย คุณทราบไหมว่าคาเฟอีนจากกาแฟนั้นยังมีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหารคนเราอีกด้วย กล่าวคือจะเกิดการสร้างน้ำย่อยที่กระเพาะและตับอ่อนเพิ่ม ไขมันก็จะถูกเผาผลาญออกไป
5. กระตุ้นการไหวเวียนโลหิตในสมอง
ผู้เชี่ยวชาญได้สรุปผลจากการวิจัยออกมาว่า ความหอมจากกลิ่นกาแฟจะช่วยกระตุ้นให้สมองของคนเราทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพดีขึ้นได้ เพราะกลิ่นของกาแฟจะทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดในสมองเพิ่มมากขึ้นนั่นเองค่ะ
6. ชะลอความเสื่อมชราของร่างกาย
แม้ว่าร่างกายคนเราจะต้องการออกซิเจน แต่หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปก็ย่อมทำให้เกิดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งได้สูงและทำให้แก่เร็วได้ แต่การดื่มกาแฟที่มีรสชาติเข้มข้นจะทำให้ออกไซด์เกิดการแตกตัว จึงช่วยลดการเกิดมะเร็งและกระตุ้นให้ระบบการเผาผลาญพลังงานทำงานดีขึ้น
Coffee1
7 คุณประโยชน์เพื่อสุขภาพดีจากการดื่มกาแฟ
7. ป้องกันมะเร็งต่างๆ อย่างได้ผล
จากผลการทดลองพบว่ากาแฟมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดโรคเบื้องต้นได้ เนื่องจากในคาเฟอีนจะมีกรดอะซิติกที่สามารถช่วยป้องกันโรค
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เมื่อได้ทราบ 7 คุณประโยชน์ที่ได้จากการดื่มกาแฟถึงเพียงนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนเป็นต้องอึ้งกันแน่นอน เพราะบ้างก็แย้งว่ากาแฟไม่มีประโยชน์ ดื่มแล้วเสียสุขภาพแต่หากเราดื่มอย่างพอดี มันก็ไม่ทำร้ายสุขภาพเรากันหรอกนะคะ แต่อาจจะกลายเป็นยาป้องกันโรคโดยที่เราคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ

ที่มา : www.sanook.com

เผาผลาญแคลอรี่ง่ายๆ ในกิจกรรมประจำวัน

เผาผลาญแคลอรี่ง่ายๆ ในกิจกรรมประจำวัน


สาวๆ คนไหน อยากจะลดความอ้วน พลังงานส่วนเกินของตัวเองออกไป แต่แล้วก็ไม่มีเวลาจะไปเข้าฟิตเนสหรือออกกำลังกายอย่างจริงจัง เพราะวันๆ ก็อยู่แต่ในออฟฟิศนั่งโต๊ะทำงาน พอหิวก็หาอะไรทาน พอกลับบ้านแล้วก็นอน หากชีวิตประจำวันยังเป็นอยู่แบบนี้ รับรองว่าไขมันส่วนเกินของสาวๆ ไม่มีทางหายออกไปจากตัวเป็นแน่ เรามาลองเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันใหม่ ด้วยวิธีเล็กๆ น้อยๆ ที่ต่อให้ไม่มีเวลาก็สามารถทำได้ค่ะ
สาวๆ คนไหนทำงานบนตึกสูงๆ ลองเปลี่ยนพฤติกรรมจากการขึ้นลิฟต์ เป็นการเดินขึ้นลงบันไดแทนดูสิคะ เพราะการเดินขึ้น-ลงบันได นอกจากช่วยเรียกเหงื่อให้ร่างกายได้แล้ว ยังสามารถบริหารเฉพาะส่วนของต้นขาเราได้ด้วยนะ รับรองหากสาวๆ คนไหนทำแบบนี้ทุกวันแล้วล่ะก็ ขางามๆ ของคุณก็จะกลับมาในไม่ช้า
ขยับตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่ากิจกรรมอะไรที่สาวๆ เคยทำแล้วแค่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วล่ะก็ ลองเปลี่ยนดูนะคะ อย่างเช่น หากสาวๆ เคยนั่งคุยโทรศัพท์ ก็เปลี่ยนมาเป็นคุยไป เดินไป หรือหากตอนดูทีวีในช่วงพักเบรคขอละคร ก็หมั่นเดินไปนู่นไปนี่ภายในบ้านบ้าง แล้วหากสาวๆ คนไหนชอบฟังเพลง ก็ลองลุกมาขยับให้เข้ากับจังหวะเพลงสักหน่อย เต้นได้ตามแต่ถนัดเลยค่ะ จะเพลงช้าเพลงเร็ว ท่าไหน อันนี้ก็แล้วแต่สาวๆ เลย เต้นอย่างน้อยสัก 4-5 เพลง ก็ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้เหมือนกัน
ลุกขึ้นมาทำงานบ้าน งานบ้านจะช่วยให้เราได้ออกแรงมากขึ้น อย่างการกวาดบ้าน-ถูบ้าน แค่ครึ่งชั่วโมง ก็จัดการไปแล้วอย่างน้อย 376 แคลอรี่ ถ้าลุกไปเช็ดหน้าต่าง เช็ดกระจก อีกครึ่งชั่วโมง ก็หายไปอีก 150 แคลอรี่ ปิดท้ายด้วยการล้างรถและลงแวกซ์ต่ออีก 40 นาที อีก 240 แคลอรี่ก็หายไปแบบสบาย ๆ ยังไม่รวมงานบ้านอื่น ๆ ที่จะช่วยให้บ้าของคุณสะอาด และเบิร์นแคลอรี่ได้ด้วย
ฝึกฝีมือทำกับข้าวเองที่บ้าน แล้วเลือกทำอาหารเพื่อสุขภาพ พอทำเสร็จก็ล้างจาน ล้างครัวให้เรียบร้อย เพียงแค่การทำกับข้าว ล้างจาน ล้างครัว เท่านี้ก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงได้ อย่างนี้นอกจากได้เผาผลาญ ออกกำลังกายไปในตัวแล้ว ยังได้ทานอาหารที่มีประโยชน์ด้วยตัวเอง ถือเป็นการฝึกฝีมือตัวเองไปในตัวเลยนะคะ
ไปช้อปปิ้งค่ะ มีเวลาว่างเมื่อไหร่ ก็ไปเดินห้าง เดินซุปเปอร์มาเก็ต หากไม่ได้ช้อปก็ถือซะว่าเดินอัพเดทเทรนด์ไปในตัวด้วยนะคะ เพราะการเดินอย่างน้อย 40 นาทีนั้น ช่วยให้สาวๆ เผาผลาญพลังงานได้ไม่น้อยเลยล่ะค่ะ
ออกกำลังกายด้วยท่าง่ายๆ อย่างเช่น วิดพื้น ปั่นจักรยานอากาศ หรือ SIT-UP เพราะท่าต่างๆ เหล่านี้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลยค่ะ ใช้แค่ร่างกายของตัวเองล้วนๆ พยายามทำสัก 30-40 นาที ในระหว่างการดูทีวี หรือก่อนนอนก็ได้นะคะ ทำให้ชินกับตัวเอง นอกจากเผาผลาญแคลอรี่แล้ว ยังบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย และยังทำให้คืนนั้นเราหลับสนิทด้วยค่ะ
เห็นไหมคะว่าไม่ยากเลย ถ้าเราตั้งใจจะทำ ต่อให้ไม่มีเวลาแค่ไหน แต่กิจกรรมที่เราปฏิบัติอยู่ทุกวัน เราก็แค่แทรกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไปได้ ลองทำดูนะคะ รับรองว่าช่วยได้มากเลยล่ะค่ะ



woman-plusขอขอบคุณนิตยสาร Woman Plusผู้สนับสนุนเนื้อหา

7 วิธีดีท็อกซ์ผมเสีย

7 วิธีดีท็อกซ์ผมเสีย


ดีท็อกซ์ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ก็คือการล้างสารพิษในร่างกายออก ทำให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการดีท็อกซ์นั้นสามารถใช้กับเส้นผมได้เช่นกัน เพราะเส้นผมเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งปัญหาผมเสียจะเกิดขึ้นได้บ่อยโดยที่เราไม่สามารถหลีกได้ ด้วยสภาพอากาศ รวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่เจอในแต่ละวัน เราจึงมีวิธีเสียมาฝากผู้รักสุขภาพผมทุกคน
1. มาสก์ผม ถ้าอยากให้ผมสุขภาพสมบูรณ์ สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้สารอาหารแก่เส้นผมและหนังศีรษะ การมาสก์ผมคือทรีตเม้นต์ที่เห็นผลที่สุด ควรหมักผมสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ตอนที่ผมยังชื้นอยู่ด้วยการนวดเนื้อครีมให้ซึมซาบทั่วศีรษะแล้วใส่หมวกคลุม อาบน้ำทับไว้ จากนั้นจึงล้างออก สระผม และตามด้วยครีมนวดก็เป็นอันเสร็จ
2. ใช้ความร้อนพอประมาณ หลายคนมักใช้อุณหภูมิในการทำผมสูงเกิน 200 องศาเซลเซียส ซึ่งนั่นคือการทำลายเส้นผม จำไว้ว่า ยิ่งผมคุณเส้นเล็กเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องใช้ความร้อน ในการจัดทรงผมต่ำเท่านั้น ถ้าทำถูกวิธี การจัดทรงด้วยความร้อนสามารถทำให้เส้นผมที่อ้วนเรียบขึ้นได้ รวมถึงผมตรงก็หยิกขึ้นได้เช่นกัน
3. ทานผักให้มาก การรับประทานผักนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญสำหรับเส้นผมอีกด้วย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทานผักเยอะๆ อาทิ บร็อคโคลี่ ผักโขม กะหล่ำปลี ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี อี และแคลเซียม ซึ่ง ช่วยระบบการย่อยและกำจัดสารพิษ รวมไปถึงทำให้เส้นผมแข็งแรงและสุขภาพดีอีกด้วย
4. บอกลาสารซัลเฟต สารซัลเฟตคือสาร ที่ทำให้แชมพูมีฟองเพิ่มขึ้น หลายคนมักเข้าใจว่าการใช้แชมพูที่มีฟองมากๆ จะทำให้การสระผมสะอาดยิ่งขึ้น พอใช้แชมพูที่ไม่ค่อยมีฟองก็รู้สึกเหมือนไม่สะอาด ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริง เพราะแชมพูที่ไม่มีซัลเฟตจะทำให้หนังศีรษะและเส้นผมระคายเคืองน้อยลง แถมสรรพคุณเรื่องความสะอาดก็ไม่เป็นรองใครด้วย
5. ผ่อนคลาย การนวดศีรษะทำให้เราผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ วิธีการก็ไม่ยุ่งยากเพียงใช้ปลายนิ้วกลางและนิ้วนางสำหรับจุดที่ต้องการกด หนักๆ ส่วนบริเวณขมับนวดวนเป็น วงกลมเบาๆ รวมทั้งท้ายทอยและต้นคอด้วย พยายามนวด ให้หนังศีรษะขยับ ไม่ใช่ขยับแต่ปลายนิ้วเพื่อให้นวดได้ลึกขึ้น
6. ตัดผม อีกหนึ่งวิธีการ ที่ไม่ควรมองข้ามในการดีท็อกซ์ผมนั่นก็คือการตัดผม เพื่อให้เส้นผมอยู่ในสภาพที่ดีก็ต้องหมั่นเล็มผมเป็นประจำเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผมแตกปลายและรักษาความสมบูรณ์ของเส้นผมเอาไว้ อย่าลืมว่ายิ่งผม ยาวเท่าไหร่ ผมก็มีโอกาสถูกทำลายมากขึ้นเท่านั้น
7. เสริมด้วยวิตามิน เส้นผมต้องการวิตามินอย่าง เอ อี และบี 5 รวมทั้งเคราติน และเชียบัตเตอร์ในการขจัดสารตกค้าง เพื่อล็อกความเงางามและความเป็นประกายของเส้นผมไว้ทำให้ผมดูสุขภาพดีถือเป็น การรีเฟรชและเพิ่มพลังให้เส้นผม ซึ่งในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ เป็นอาหารผมออกมาในหลากหลายรูปแบบ คุณสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ
preawขอขอบคุณนิตยสารเปรียวผู้สนับสนุนเนื้อหา

ผิวสวยด้วยว่านหางจรเข้

ผิวสวยด้วยว่านหางจรเข้

เมื่อพูดถึงว่านหางจระเข้ หลายคนคงจะทราบดีกันอยู่แล้วว่าประโยชน์นั้นมีมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความงาม หลากหลายแบรนด์ชั้นนำก็นำเอาว่านหางจระเข้มาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อยู่ไม่น้อย วันนี้เราก็ลองมาย้ำให้ทราบกันอีกครั้งหนึ่งดีกว่า สำหรับประโยชน์ของว่านหางจระเข้ด้านความงามที่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบ
ช่วยในการบำรุงเส้นผมให้เงางาม โดยตัดใบสดมาทาลงบนเส้นผม หรือนำวุ้นว่านหางจระเข้ไปปั่นให้ละเอียดจะได้ใช้ง่ายขึ้น จากนั้นนำมาชโลมผมให้ทั่วจะช่วยให้ผมสวยเงางาม และหากนวดบริเวณรากผมจะช่วยให้รากผมเย็นลง ช่วยบำรุงหนังศีรษะ รักษาแผลบนศีรษะและขจัดรังแคได้
ช่วยรักษาสิวและรอยด่างดำ โดยให้นำเนื้อวุ้นที่ล้างสะอาดทาบริเวณใบหน้าวันละ 2 ครั้ง ใช้เวลาสัก 1-2 เดือน จะเริ่มเห็นผลว่ารอยต่าง ๆ ดูจางลง เพราะว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการติดเชื้อ และมีกรดอ่อน ๆ ช่วยลดความมันบนใบหน้าได้
ช่วยบำรุงผิวกาย โดยนำว่านหางจระเข้สด มาปอกเปลือกและล้างให้สะอาด จากนั้นหั่นเป็นชิ้น แล้วนำวุ้นไปแช่ไว้ในอ่างอาบ โดยระหว่างอาบน้ำให้ใช้เนื้อวุ้นถูกตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เน้นที่รอยแห้งกร้านอย่างข้อศอก หัวเข่า ส้นเท้า เป็นต้น จะช่วยให้ผิวพรรณเนียนนุ่มและเต่งตึงขึ้น
ช่วยเติมน้ำให้ผิว โดยเนื้อวุ้นจากว่านหางจระเข้มาพอกหน้าก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเติมน้ำให้ผิว ของคุณได้ โดยล้างวุ้นให้สะอาด แล้วฝานบาง ๆ มาโปะให้ทั่วหน้า หลับตาพริ้มรอสัก 15 นาที ก็ไปล้างหน้าให้สะอาดได้ ผิวของคุณจะรู้สึกชุ่มชื้น เต่งตึงขึ้น หากจะใช้กับผิวกายก็ได้ โดยนำเนื้อไปปั่นหยาบ ๆ แล้วนำมาพอกตัว
หลังจากเราทราบประโยชน์ของว่านหางจระเข้กันแล้ว เรามาลองดูสูตรพอกหน้าด้วยว่านหางจระเข้กันหน่อยดีกว่าค่ะ
สูตรแรก : นำเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ ดินสอพอง 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 1 ช้อนชา และน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันแล้วใช้พอกหน้าเพื่อลดความมันและจุดด่างดำได้
สูตรสอง : นำเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ ดินสอพอง 1.5 ช้อนโต๊ะ ไข่ขาว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ ทำให้เกิดสิวลดลง
สูตรสาม : นำเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ ดินสอพอง 1 ช้อนโต๊ะ นมสด 1.5 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปพอกหน้า จะช่วยให้ใบหน้ากระจ่างใสขึ้น และลดความมันบนใบหน้าด้วย
สูตรสี่ : นำเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้ 1 ช้อนโต๊ะ ขมิ้นผง 2 ช้อนชา นมสด 1.5 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน แล้วพอกหน้าเพื่อลดความมัน และเพิ่มความกระจ่างใส
สูตรขัดหน้าด้วยว่านหางจระเข้
ขัดหน้าใบหน้าเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว พร้อมเผยผิวหน้าใส เตรียมส่วนผสมที่ประกอบด้วยเนื้อเจลว่านหางจระเข้ แตงกวา และข้าวโอ๊ต หลังจากนั้นนำแตงกวามาหั่นแล้วปั่นพร้อมกับเจลว่านหางจะเข้ เสร็จแล้วนำมาผสมให้เข้ากับข้าวโอ๊ตสำหรับพอกหน้าที่เตรียมไว้ นำมาทาให้ทั่วบริเวณใบหน้าโดยค่อยๆ นวดและขัดอย่างเบาๆ หลังจากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีจึงล้างออก
สูตรดีท็อกซ์ผิวหน้าด้วยว่านหางจระเข้
หากอยากคืนความสดชื่นให้ผิวอีกครั้งด้วยการทำ ดีท็อกซ์ผิวหน้า ลองใช้สูตรดีท็อกซ์ผิวหน้าด้วยว่านหางจระเข้ โดยเตรียมเจลว่านหางจระเข้ เนื้อมะม่วงสุก และน้ำมะนาวเล็กน้อย นำเจลว่านหางจระเข้ เนื้อมะม่วงสุกที่หั่นเป็นชิ้นเล็กมาปั่นเข้าด้วยกัน หลังปั่นเสร็จแล้วนำมาผสมกับน้ำมะนาวให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทาให้ทั่วบริเวณใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที หลังจากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำเย็น

ที่มาและขอขอบคุณ : www.sanook.com