วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

8 ขั้นตอนการบริโภคอาหาร เพื่อสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง


อาหารเพื่อสุขภาพ


8 ขั้นตอนการบริโภคอาหาร เพื่อสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง (Happy+)
เรื่อง : นพ.พิรัตน์ โลกาพัฒนา

          หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการหยุดพัก เพื่อบีบเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หากหัวใจบีบตัวไม่ได้ บีบตัวไม่ดี เจ้าของหัวใจดวงนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย
          โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ถือเป็นโรคที่พบมากในปัจจุบันและกำลังเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ ของการเสียชีวิตในกลุ่มโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง สาเหตุที่คนป่วยเป็นโรคนี้มากขึ้นเพราะการดำเนินชีวิตประจำวันที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ดังนั้น อาหารการกิน การออกกำลังกาย การควบคุมไม่ให้ป่วยเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเส้นเลือดสูง ล้วนเป็นสิ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคหัวใจในอนาคต

          เรามาดูกันครับว่าจะปรับการกินอาหารอย่างไรเพื่อรักษาหัวใจดวงน้อย ๆ ของเราให้เต้นต่อไปได้อีกนาน ๆ
1. เริ่มต้นที่ปริมาณ

          หลาย ๆ คนเลือกซื้ออาหารโดยดูจากส่วนผสมที่มีคุณภาพดี มีสารอาหารที่มีงานวิจัยรับรองว่าดีต่อสุขภาพ แต่สิ่งที่อาจจะลืมไปก็คือ ปริมาณครับ อาหารที่เรากินเข้าไปสุดท้ายจะเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน ถ้าหากพลังงานที่ได้รับนั้นมากกว่าที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน มันก็จะเปลี่ยนไปเป็นไขมันส่วนเกินในร่างกาย ซึ่งหากจะคิดเปรียบเทียบกันแล้ว ผลเสียที่ได้จากการกินอาหารมากเกินไป ถือว่ามากกว่าการกินอาหารที่อาจจะไม่ได้มีส่วนประกอบพิเศษ แต่กินในปริมาณที่เหมาะสมครับ

          วิธีง่าย ๆ ที่ไม่ต้องไปชั่งตวงอาหารที่กินก็คือ ให้เริ่มจากการตักข้าวแต่น้อย และใช้วิธีตักเพิ่มถ้ายังไม่อิ่ม เลือกใช้จาน-ชามขนาดพอดี ไม่เลือกจาน-ชามขนาดใหญ่อาจจะทำให้เผลอตักอาหารมากเกินไป นอกจากนี้ก็สังเกตเวลาเรากินครับ หากกินแล้วอิ่ม แต่ยังมีข้าวหรือกับข้าวเหลือก็ให้พอ อย่าเสียดายแล้วฝืนกินต่อ และเมื่อไปซื้อหรือทำอาหารในมื้อถัดไปให้เราบอกคนทำหรือคนขายให้ลดปริมาณเท่าเท่าที่เราจะกินก็พอ

          ปริมาณอาหารที่เหมาะสมคือเมื่อกินแล้วไม่หิวก่อนถึงมื้อถัดไป และไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นครับ


อาหาร 5 หมู่

2. ห้าหมู่ไม่เพียงพอ ต้องได้สัดส่วนด้วย

          แฮมเบอร์เกอร์หมูชุ่มไขมันใส่เศษผักกับมะเขือเทศชิ้นเล็ก ๆ ก็เป็นอาหารครบ 5 หมู่ แต่เราก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่อาหารที่ดีต่อสุขภาพแน่ ๆ ดังนั้นสัดส่วนของอาหาร 5 หมู่ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

          สัดส่วนอาหารที่เหมาะสม ให้คิดง่าย ๆ คือ ควรมีผัก 30% ผลไม้ที่ไม่หวานจัด 20% ข้าว 30% และโปรตีน 20% สำหรับไขมันไม่ได้ระบุไว้ แต่เป็นอันรู้ว่าไขมันจะอยู่ในรูปของน้ำมันที่ประกอบอาหารอยู่แล้วโดยใช้ให้น้อยที่สุด

          สัดส่วนอาหารที่เหมาะสมนี้ ผู้ที่สนใจสามารถค้นหาเพิ่มเติมได้จากอินเตอร์เน็ตด้วย คำว่า "พีระมิดอาหาร" หรือ "ธงโภชนาการ" ครับ

3. ข้าว (อาหารจำพวกแป้ง)

          ข้าวเป็นอาหารหลักในมื้ออาหารแต่ละมื้อ ข้าวที่ดีต่อสุขภาพคือข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อย ได้แก่ ข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือ เพราะจะมีกากใยอาหารมาก ซึ่งกากใยในข้าวเหล่านี้ จะทำให้การดูดซึมแป้งและน้ำตาลเป็นไปอย่างช้า ๆ ทำให้ลดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งจะนำไปสู่ความอ้วนและเบาหวานได้ นอกจากนี้ ข้าวกล้องยังมีวิตามินบีที่จำเป็นต่อสุขภาพ ผู้ที่ไม่เคยชินกับข้าวขาวที่กินประจำ เพื่อให้ค่อย ๆ ชินกับรสชาติครับ

4. ไขมัน

          น้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหร ควรเลือกน้ำมันที่ไม่มีกรดไขมันอิ่มตัวซึ่งสามารถสังเกตได้จากฉลากโภชนาการข้างขวด หลีกเลี่ยงการใช้ไขมันอิ่มตัวจำพวกน้ำมันปาล์ม เนยเทียม ไขมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันหมู และทุกครั้งที่ประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ ให้เลือกส่วนที่มีไขมันน้อย ๆ หรือแล่เอาไขมันหรือหนังสัตว์ออกครับ

5. โปรตีน

          แหล่งโปรตีนที่ดีคือ โปรตีนที่มีไขมันต่ำหรือปราศจากไขมัน ได้แก่ โปรตีนจากเนื้อปลา สัตว์ปีก เนื้อสัตว์ใหญ่ส่วนที่ไม่ติดมัน และไข่ขาว โดยทุกครั้งที่นำเนื้อสัตว์มาประกอบอาหาร ควรตัดส่วนของไขมันที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าออกครับ นอกจากเนื้อสัตว์แล้ว แหล่งโปรตีนที่มีไขมันไม่มากและปราศจากคอเลสเตอรลอก็คือ ถั่ว โดยอาจจะใช้ในรูปของโปรตีนเกษตร เต้าหู้ หรือใช้ถั่วประกอบอาหารเลยก็ได้

ผักผลไม้

 6. ผัก ผลไม้

          ผักและไม้เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ทั้งยังมีกากใย ซึ่งเมื่อกินพร้อมกับมื้ออาหารก็จะช่วยเรื่องการดูดซึมให้ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นสูงเร็ว ช่วยลดอาการท้องผูกจากการกินแป้งและเนื้อสัตว์ โดยผักผลไม้ที่เหมาะสมที่จะกินร่วมกับมื้ออาหารคือผักกินใบหรือก้าน ผลไม้ที่รสชาติไม่หวานนัก

          สำหรับผักที่เรากินหัว เช่น มันเทศ มันฝรั่ง หรือผลไม้รสหวานมัน เช่น มะพร้าว ทุเรียน ลำไย ฯลฯ เวลาจัดสัดส่วนอาหารเราจะไม่จัดอยู่ในกลุ่มผักผลไม้ แต่เราจะจัดไปอยู่ในกลุ่มข้าว และอาหารจำพวกแป้งครับ

7. ควบคุมการกินเกลือ

          การบริโภคเกลือมากเกินไปเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อหัวใจได้ ดังนั้นต้องควบคุมตั้งแต่การทำอาหรโดยลดการใช้เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ผงชูรส และหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป โดยเฉพาะอาหารกระป๋อง ที่มีทั้งปริมาณเกลือสูงและมีสารกันเสีย ซึ่งก็เป็นเกลือเช่นกัน

8. ประเมินหลังเปลี่ยนแปลง

          การประเมินหลังการปรับเปลี่ยนอาหารควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเลือกสิ่งที่จับต้องได้ชัดเจน เช่น อาจจะชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบดูเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือปรึกษาแพทย์เจาะเลือดเพื่อตรวจดูค่าของน้ำตาลและไขมันในเลือด การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและการเห็นผลว่าเรามีสุขภาพที่ดีขึ้น จะทำให้เรารู้ว่ามาถูกทางและมีกำลังใจในการปรับเปลี่ยนต่อไปครับ

เคล็ดลับสุขภาพ

Happy Tip

          ควรพูดคุยกันภายในครอบครัวเรื่องการปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อสุขภาพหัวใจ และเลือกเมนูที่ทุกคนในบ้านรับได้หรือเห็นด้วย หรือให้คนในครอบครัวช่วยกันคิดเมนูใหม่ ๆ เพื่อรักษาสุขภาพไปพร้อมกัน และสร้างสุขในครอบครัวครับ



 



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 
และขอบคุณ http://health.kapook.com/view67006.html

7 วิธีป้องกันมะเร็งตับ

ขึ้นชื่อว่า "มะเร็ง" ก็คงไม่มีใครอยากให้เจ้าก้อนเนื้อร้ายนี้ เฉียดกรายเข้ามารุกล้ำอธิปไตยของอวัยวะภายในร่างกายตนเอง โดยเฉพาะมะเร็งตับและท่อน้ำดี ซึ่งเป็นมะเร้งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ของชายไทย และเป็นอันดับ 3 ของเพศหญิง สำหรับคนที่เป็นมะเร็งตับระยะแรกมักจะไม่ปรากฏอาการ จนกว่าโรคจะดำเนินไปสู่ระยะท้ายๆ โดยอาจใช้เวลาเป็นเดือนจนถึงหลายปีขึ้นอยู่กับอัตราการโตของก้อนมะเร็ง
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       หลายคนอาจสงสัยว่าสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งตับคืออะไร แล้วป้องกันได้หรือไม่ ทีมข่าวคุณภาพชีวิต ASTVผู้จัดการออนไลน์ มีคำตอบ โดยมะเร็งตับ คือ การเป็นโรคตับแข็งจากสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังนี้
      
       1.การอักเสบเรื้อรังของตับจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี
      
       2.ภาวะตับแข็งจากแอลกอฮอล์
      
       3.การได้รับสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดมะเร็งตับ ซึ่งมักปนเปื้อนอยู่ในธัญพืชแห้งที่ขึ้นรา เช่น ถั่วลิสง พริกแห้ง กระเทียม เป็นต้น
      
       หากไม่อยากเป็นมะเร็งตับ ควรที่จะต้องรู้จักป้องกันตนเอง โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดตับอักเสบหรือตับแข็ง คือ
      
       1.งดดื่มสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
      
       2.หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจปนเปื้อนเชื้อราหรือสารอะฟลาท็อกซิน ได้แก่ ธัญพืชต่างๆ
      
       3.อย่าสัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งใดๆ ของผู้อื่น หากจำเป็นให้สวมถุงมือ และห้ามใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
      
       4.ไม่สำส่อนทางเพศ สวมถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
      
       5.ป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยการฉีดวัคซีน
      
       6.หากป่วยเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ต้องรับการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่องด้วยวิธีที่เหมาะสม ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับได้
      
       และ 7.กรณีที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ ควรเฝ้าระวังเป็นระยะๆ โดยการตรวจเลือดและตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อหามะเร็งตับทุกๆ 6 เดือน

ที่มา : www.manager.co.th

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ล้างพิษตับ รุ่น 9


ตารางการเข้าร่วมคอร์ส  ล้างพิษตับ
กับทีมงานบ้านสุขภาพดี.com
หลักสูตร  2 คืน 3วัน
รุ่นที่ 9 ระหว่างวันที่ 2-4 สิงหาคม 2556 (ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์)


สิ่งที่ท่านต้องเตรียมตัว
                                                                                             
1. เพื่อให้การล้างพิษตับได้ผลดี ควรงดทานเนื้อสัตว์ 1 สัปดาห์ก่อนถึงวันล้างพิษตับ               
2. ในวันแรกของการล้างพิษตับ (2 ส.ค. 56) งดอาหารหนักหลังมื้อกลางวัน
          อาหารที่สามารถรับประทานได้  ได้แก่  ผลไม้  เช่น  มะละกอสุก   สัปปะรด   มะม่วงสุก  หรือน้ำผลไม้
            ผลไม้ทั้งสามอย่างมี เอนไซม์สามารถย่อยง่ายและดูดซึมได้ด้วยตัวเอง


ตารางกิจกรรม

 ล้างพิษวันแรก (2 ส.ค. 56)
·       15.00 น.  
พบกันที่บ้านสุขภาพดี. com      

·       15.00  -  18-00 น.
ลงทะเบียน ชั่งน้ำหนัก วัดความคัน ดื่มน้ำสมุนไพร/ผลไม้ และเสวนาเรื่องสุขภาพกับนักธรรมชาติบำบัด 
·       18.00 น.  
ดื่มน้ำสมุนไพร/ผลไม้
·       19.00 – 20.30 น.
บรรยายสาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ โดยนักธรรมชาติบำบัด
·       20.30 น.
ดื่มน้ำเอนไซม์
·       21.00 น.
ทานสมุนไพรชำระไขมันในลำไส้ ครั้งที่ 1 แล้วเข้านอน



ล้างพิษวันที่สอง (3 ส.ค. 56)
·       5.00 – 6.00 น.
ตื่นนอน ทำธุระส่วนตัว
·       6.00 – 7.00 น.
ตรวจวัดค่าความเป็นกรด/ด่างในร่างกาย
·       7.00 – 7.15 น.
ตักบาตรพระสงฆ์ โดยทางกลุ่มบ้านสุขภาพดีจะเตรียมอาหารสำหรับใส่บาตรให้กับทุกท่าน
·       7.15 – 8.00 น.
แช่เท้า และพอกหน้าด้วยสมุนไพร พร้อมทั้งดื่มชาข้าวกล้องงอก
·       8.00 – 9.00 น.
ทำธุระส่วนตัว
·       9.00 – 9.15 น.
ดื่มสมุนไพรดูดซับสิ่งตกค้างในลำไส้  ครั้งที่ 1
·       9.15 – 12.00 น.
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องสุขภาพกับนักธรรมชาติบำบัด ระหว่างการสนทนาเสิร์ฟน้ำสมุนไพร/ผลไม้
·       12.00 – 12.15 น.
ดื่มสมุนไพรดูดซับสิ่งตกค้างในลำไส้ ครั้งที่ 2
·       12.15 – 15.00 น.
พักผ่อนตามอัธยาศัย
·       15.00 – 15.15 น.
ดื่มสมุนไพรดูดซับสิ่งตกค้างในลำไส้ ครั้งที่ 3 และทานสมุนไพรชำระไขมันในลำไส้ครั้งที่ 2
·       15.15 – 17.00 น.
ร่วมกิจกรรมโดยทีมงานบ้านสุขภาพดี และระหว่างมื้อ ดื่มน้ำสมุนไพร/ผลไม้
·       17.00 – 18.00 น.
อบตัวด้วยสมุนไพร
·       18.00 – 18.15 น.
ดื่มน้ำสมุนไพรคุณบังเอิญครั้งที่ 1
·       18.15 – 20.00 น.
พักผ่อนตามอัธยาศัย และทำธุระส่วนตัว
·       20.00 – 20.15 น.
ดื่มน้ำสมุนไพรคุณบังเอิญครั้งที่ 2
·       20.15 – 22.00 น.
พักผ่อนตามอัธยาศัย ดื่มน้ำเปล่าได้เพียง 1 แก้วเท่านั้น
·       22.00 น.
ดื่มน้ำมันมะกอกกับน้ำมะนาว  และเข้านอน

                                                                         

ล้างพิษวันที่สาม (4 ส.ค. 56)
·       5.00 – 7.15 น.
ตื่นนอน ทำธุระส่วนตัว เก็บอุจจาระ
·       7.15 – 8.00 น.
แช่เท้า และพอกหน้าด้วยสมุนไพร พร้อมทั้งดื่มชาข้าวกล้องงอก
·       8.00 – 11.00 น.
ทำธุระส่วนตัว พักผ่อนตามอัธยาศัย
·       11.00  น.
รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ที่บ้านสุขภาพดี  จัดเตรียมไว้
 *** ของฝากจากบ้านสุขภาพดี : จะได้รับอาหารกลับบ้านท่านละ 1 ชุด
หมายเหตุ  กำหนดการและรายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

ค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายสำหรับคอร์ส ล้างพิษตับ 3 วัน  : ท่านละ 3,500 บาท (รวมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว)



อาหารที่มีสภาพเป็นกรดและด่าง



        โดยทั่วไปร่างกายคนเรามีสภาพเป็นกรด และ ด่าง แต่จะค่อนข้างไปทางด่างมากกว่า คือจะมีค่า PH ประมาณ 7.4 ซึ่งกระบวนการทำงานในร่าง กายจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เช่น การย่อย ดูดซึม สำคัญที่สุดคือการขจัดของเสียออกจากร่างกาย
         กลับกันถ้าคนเราบริโภคอาหารที่มีสภาพเป็นกรดเข้าไปมากๆ จะส่งผลให้สภาพร่างกายและเลือดจะมีสภาพของความเป็นกรดมากเกินไป ทำให้ อวัยวะที่มีหน้าที่ฟอกเลือด เช่น ม้าม ตับ หัวใจ และไต ทำงานมากจนเกินกำลัง ในที่สุดอวัยวะเหล่านี้ก็จะอ่อนแอลง ทำให้สารพิษที่ตกค้างอยู่ไม่ สามารถถูกกำจัดออกไปได้หมด และถูกเก็บสะสมไว้ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น เก็บไว้ในข้อต่อ เป็นเหตุของโรคปวดตามข้อ โรคเก๊า หรือการ ที่สารพิษหาทางระบายออกทางผิวหนัง เป็นเหตุของสิว กลากเกลื้อน กลิ่นตัวแรง
         การกินอาหารที่มีสภาพเป็นกรดให้น้อยลง และเพิ่มปริมาณอาหารที่เป็นด่างให้มากขึ้น จึงจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการมีร่างกายแข็งแรง ถ้ากินอาหารที่มีสภาพเป็นกรดน้อยลงเท่าไร สุขภาพคนเราก็จะดียิ่งขึ้นเท่านั้น
     อาหารที่มีสภาพเป็นกรด ( Acid Food)    
             - เนื้อสัตว์ทุกชนิด ปลา และไข่
             - น้ำชา กาแฟ
             - เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
             - ผงชูรส
             - ของหมักของดอง น้ำส้มสายชู
             - แป้ง และเมล็ดข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ขัดสีจนขาวแล้ว
             - น้ำมัน ไขมันทุกชนิด และอาหารทอดน้ำมัน
             - อาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล
 โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำตาลทรายขาว และผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล เช่น แยม วุ้น น้ำเชื่อม ลูกกวาด ขนมหวาน ไอศกรีม ผลไม้กระป๋อง น้ำอัดลม โดยเฉพาะน้ำอัดลมจะมีความเป็นกรดสูงมาก และทำให้ฟันผุเร็วอีกด้วย

     อาหารที่มีสภาพเป็นด่าง ( Alkaline Food )    
          - พืชตระกูลถั่ว ถั่วเหลืองมีความเป็นด่างมากที่สุด แพทย์โบราณจึงมักนิยมใช้ถั่วเหลืองทำเป็นอาหารนานาชนิด ที่จะช่วยปรับสภาพผู้ป่วยที่ร่าง กายมีสภาพความเป็นกรดมากเกินไป
          - ผักทุกชนิด โดยเฉพาะผักใบเขียว ยอดอ่อนของพืชผักต่างๆ ช่วยซึมซับสิ่งสกปรกที่ร่างกายไม่ต้องการออกไปได้อย่างดี
          - น้ำผึ้ง และน้ำตาลอ้อย
          - นม เนย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนมที่ทำจากเนย (buttermilk)
          - ลูกนัท อัลมอนด์
          - ผลไม้ และน้ำผลไม้สด อาหารชนิดนี้จะมีสภาพความเป็นด่างสูง สามารถย่อยตัวของมันเองได้เมื่อกระทบกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ดังนั้น อวัยวะย่อยอาหารแทบจะไม่ต้องทำงานเลย
          - มะละกอ มีเอ็นไซม์ช่วยย่อยอาหาร มีประโยชน์อย่างยิ่งต่ออวัยวะอาหารและขับถ่าย
          - แอปเปิ้ล อุดมไปด้วยโพแทสเซียม ซึ่ง่ช่วยสลายสารพิษในปาก ช่วยทำความสะอาดเหงือก
          - สับปะรด มีสารโบรเมลิน ช่วยทำความสะอาดตับอ่อน
          - มะเขือเทศ มีความเป็นด่างสูงมาก ช่วยลดความเป็นกรดสูงในร่างกายของคนได้ดี
          - กล้วย มีโพแทสเซียมอยู่มากจึงเป็นยาบำรุงประสาทที่ดีในกรณีที่ประสาทตึงเครียด
          - มะพร้าว ช่วยบำบัดโรคที่เกิดจากความเป็นกรดสูงของร่างกาย
          - มะนาว แม้ว่าจะมีความเปรี้ยวเป็นกรดในตัวเอง แต่มันจะกลายเป็นด่างเมื่ออยู่ในกระบวนการย่อย แพทย์แผนโบราณจึงมักใช้น้ำมะนาวเป็นยา ในการบำบัดโรค
          - ส้ม เป็นอาหารที่ช่วยในการทำความสะอาด มีวิตามินซีสูง
          - สตรอเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ ลูกเกด มีค่าเป็นด่าง แต่ต้องกินเวลาสุก ส่วนตอนดิบจะมีสภาพเป็นกรด

ที่มา : http://women.thaiza.com

ปัญหาการล้างพิษตับที่ "ผู้หญิง" มีข้อควรระวังมากกว่า "ผู้ชาย" (ตอนจบ) : เมื่อเกิดปัญหาแล้วแก้อย่างไร?

ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
      
       หลักการสำคัญของคนที่เกิดอาการปะทุพิษ ซ่านพิษ สำรอกพิษ นั้นจำต้องแยกปัญหาออกได้ 3 ประการ คือ
      
        ประการแรก เกิดอาการผื่นขึ้น ปวดหัว อึดอัด ในระหว่างการอดอาหาร ซึ่งอาจหมายความว่าไขมันที่ถูกเผาผลาญเพื่อใช้เป็นพลังงานนั้น อาจมีสารพิษที่ละลายในไขมันไม่ถูกละลายออกมาด้วย แต่ร่างกายยังไม่สามารถเผาผลาญสารพิษเหล่านั้นได้ จึงเกิดอาการข้างเคียงในระหว่างการอดอาหาร
      
        ประการที่สอง 
คือเกิดอาการผื่นขึ้น ปวดหัว อึดอัด ในระหว่างการล้างลำไส้ เพราะร่างกายได้ทยอยนำสิ่งสกปรกตกค้างในลำไส้รวมถึงสารพิษตกค้างขับถ่ายออก ดังนั้นระหว่างที่สิ่งสกปรกและสารพิษเดินทางในลำไส้เล็กและสำไส้ใหญ่อาจดูดสารพิษเหล่านี้สู่เส้นเลือดดำจึงส่งผลทำให้เกิดอาการข้างเคียงตามมา โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะลำไส้รั่ว และธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำอยู่แล้ว จึงอาจมีปัญหาในการเผาผลาญแล้วเกิดอาการข้างเคียงได้มากขึ้นไปอีก
      
        ประการที่สาม
 คือเกิดอาการผื่นขึ้น ปวดหัว หลังได้นำสารพิษที่ละลายในไขมันในรูปของน้ำดี ที่ตับและถุงน้ำดีได้ขับออกมาเมื่อถูกล่อด้วยน้ำมันมะกอก แต่ปรากฏว่าเกิดภาวะที่ลำไส้ไม่เคลื่อนตัวหรือเคลื่อนตัวช้าจากปัญหาภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ทำให้พิษที่ถูกขับออกมาจากตับหรือถุงน้ำดี ลำไส้อาจเกิดการดูดกลับในระหว่างเดินทางออกจากร่างกายได้มากเมื่อเทียบกับการขับถ่ายออก โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะลำไส้รั่ว และธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ
      
        เพราะปัญหาที่ผู้หญิงมีฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่สมดุลเพราะมีปริมาณที่สูงโดดเกินกว่าฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ส่งผลทำให้เกิดการกดธัยรอยด์ฮอร์โมนให้ต่ำกว่าผู้ชาย ส่งผลทำให้เกิดการเผาผลาญได้ต่ำ 
และไม่สามารถแปลงไขมันมาเป็นน้ำดีหรือฮอร์โมนจำเป็นต่อร่างกายได้มากพอ โดยเฉพาะฮอร์โมนคอร์ติโซลซึ่งมีส่วนสำคัญในการต้านการอักเสบอาจมีไม่มากพอหรือมีความผิดเพี้ยนไปเมื่อการเผาผลาญต่ำลง ร่างกายก็จะดึงโปรเจสเตอโรนมาช่วยทำงานแทนฮอร์โมนคอร์ติโซล ส่งผลทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนโดดเกินกว่าโปรเจสเตอโรนซึ่งจะส่งผลเป็นวงจรทำให้ภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำลงไปอีกเท่าที่พบปัญหาในขณะนี้ได้พบทางแก้ไขได้หลายวิธี แต่ในชั้นนี้จะขอแนะนำจากการรวบรวมข้อมูลโดยไม่ต้องอาศัยยาเคมีหรือแพทย์แผนปัจจุบัน วิธีการต่อไปนี้เมื่อนำมาใช้กับหลายคนที่มีอาการจากสาเหตุเดียวกันพบว่ามีอาการดีขึ้นแทบทุกคน ไม่ว่าจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นก่อนล้างพิษตับ หรือล้างพิษตับก็ตาม จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่วิธีการดังต่อไปนี้
ภาพที่ 1 ภาพมือของผู้หญิงคนหนึ่งผื่นแพ้จนประทุน้ำเหลืองออกจากภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำและลำไส้รั่ว มีพฤติกรรมดื่มนมวัวต่างน้ำมาก เกิดอาการแพ้หลังล้างพิษ มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับจนมือกลับมาอยู่ในภาวะปกติแล้ว
       1. หากเกิดอาการผื่นแพ้ระหว่างล้างพิษ หรือหลังล้างพิษแล้ว การสวนทวารล้างลำไส้ enema หรือที่คนไทยทั่วไปเรียกว่า ดีท็อกซ์ โดยใช้น้ำอุ่นธรรมดา (หรือน้ำด่าง) เพื่อกระตุ้นการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายเป็นทางเลือกทางหนึ่ง ศูนย์ล้างพิษตับที่ได้มาตรฐานควรแนะนำให้ผู้เข้าหลักสูตรล้างพิษทำการสวนล้างต่อเนื่องหลังจากล้างพิษอีก 7 วัน เช้าเย็น โดยเฉพาะในตอนเช้าก่อน 7.00 น.
      
       มีคนจำนวนมากไม่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ เมื่อละเลยจึงมักประสบกับอาการข้างเคียงได้ เช่น ผื่นขึ้น ลมพิษ นำเหลืองไหลออก เกิดอาการคัน ผิวแตก ฯลฯ ส่วนใหญ่หากเกิดอาการเหล่านี้แล้วการสวนล้างเป็นวิธีหนึ่งที่บรรเทาอาการเหล่านี้ได้
      
       2. งดอาหารที่ทำให้เกิดภาวะลำไส้รั่ว ซึ่งเป็นเหตุมาจากเชื้อรา และการสูญเสียจุลินทรีย์ชนิดดีที่ช่วยย่อยอาหาร มีปริมาณเอนไซม์ในการย่อยอาหารได้น้อย ทำให้ลำไส้อักเสบและผิดปรกติเพราะดูดสารพิษและสารอาหารที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่เกิน จนภูมิต้านทานทำงานอย่างหนัก เกิดกาการภูมิแพ้ได้ง่ายทั้งทางเดินหายใจและผิวหนัง ข้อแนะนำคือ การงดอาหารหวานทุกชนิด (น้ำหวาน, น้ำอัดลม, น้ำผลไม้หวาน, ผลไม้หวาน) งดนมดื่มวัวและผลิตภัณฑ์นมวัวทุกชนิด งดยาแก้อักเสบ ส่วนยาสเตียรอยด์ไม่ควรงดแบบหักดิบ ให้ค่อยๆสังเกตอาการที่ลดลงและทยอยลดยาสเตียรอยด์ลงแบบขั้นบันได และดื่มน้ำเปล่าให้มากพอประมาณ 1.5 - 2 ลิตรต่อวัน
      
       3. รับประทานอาหารที่ฟื้นฟูภาวะลำไส้รั่ว ได้แก่เพิ่มอาหารที่ช่วยสร้างปริมาณเอนไซม์ให้มากขึ้น ได้แก่การรับประทานผักและผลไม้สดทุกวัน (เช่น ผักสลัด) เพื่อเพิ่มปริมาณเอนไซม์ให้ได้จากอาหารและขยายปริมาณจุลินทรีย์ที่ดีจากอาหาร เครื่องดื่มที่ช่วยย่อยโปรตีนได้ดีที่แนะนำได้แก่ แกนสับประรดปั่นแยกกากรวมกับใบโหระพา, มะละกอ ฯลฯ หรืออาจเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ชนิดดีพร้อมเอนไซม์ในระบบลำไส้ได้จาก น้ำหมักเอนไซม์ที่สะอาดได้มาตรฐานและผ่านการตรวจสอบคุณภาพว่าไม่มีแอลกฮอล์หรือแบคทีเรียก่อโรคปะปน รวมถึงการรับประทานอาหารพวกธัญพืชงอกที่ไม่ผ่านความร้อนเกิน 47.7 องศาเซลเซียส ที่จะมีปริมาณเอนไซม์มากกว่าผักและผลไม้กว่า 100 เท่าตัว ทั้งนี้หากมีปริมาณจุลินทรีย์ในช่วงแรกอยู่ในระดับต่ำมากๆอาจรับประทานจุลินทรีย์ชนิดแคปซูล หรือ นมเปรี้ยว เพื่อเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ชนิดดีในร่างกายได้
      
       4. สำหรับภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เป็นผลทำให้การเผาผลาญในร่างกายต่ำนั้น โดยมากจะมีอาการที่กล่าวมาแล้วในตอนที่ 1 และจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยตอนเช้าต่ำกว่า 36.4 องศาเซลเซียส มีอาการผื่นแพ้ ลมพิษ น้ำเหลืองไหล อักเสบง่าย ฯลฯ อาจเกิดอาการเหล่านี้ได้ทั้งยังไม่ล้างพิษตับ และหลังล้างพิษตับ แนะนำการแก้ไขปัญหา ดังต่อไปนี้
      
       4.1 ให้สำรวจอาการอย่างละเอียด คนเหล่านี้มักจะผื่นหรือลมพิษ เป็นวงรอบเวลาซ้ำๆ กัน จึงต้องสำรวจการรับประทานอาหาร วัดอุณหภูมิ อย่างใกล้ชิด และมีเป้าหมายทำให้ร่างกายค่อยๆให้มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นให้เกิน 36.4 องศาเซลเซียสในตอนเช้าให้ได้
      
       4.2 ให้หยุดอาหารและพฤติกรรมที่ทำให้เกิดภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ดังนี้

       4.2.1 งดอาหารหวานทุกชนิด (น้ำหวาน, น้ำอัดลม, ผลไม้หวานๆ, น้ำผลไม้หวาน)
       4.2.2 ให้อยู่ห่างเครื่องมือไฟฟ้าที่ส่งคลื่นรังสีมากขึ้น เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ไอแพด เตาอบไมโครเวฟขณะทำงาน โทรทัศน์ ฯลฯ
       4.2.3 หยุดยาเคมีที่ทำให้มีเอสโตรเจนสูงขึ้น ได้แก่ ยาคุม ยาแก้สิว ยาฮอร์โมนวัยทอง รวมถึงห่างจากยาที่ออกฤทธิ์เหมือนเอสโตรเจน เช่น ยาปราบศัตรูพืช น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาฟอกสี น้ำยาขัดเบาะ
       4.2.4 หยุดหรือลดเอสโตรเจนที่ได้รับจากสัตว์ ได้แก่ เนื้อสัตว์, นมวัว นมแพะ ไข่ไก่ ไข่เป็ด
       4.2.5 หยุดอาหารที่มีผลเหมือนเพิ่มเอสโตรเจน ได้แก่ ถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ จมูกข้าวสาลี อาหารที่มียีสต์ กราวเครือขาว กระเจี๊ยบแดง
       4.2.6 หยุดกินไขมันที่กดธัยรอยด์ฮอร์โมให้ต่ำ ได้แก่ น้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่นำมาใช้ทอดและผัดอาหาร ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนยเทียม (อยู่ในขนมกรุบกรอบแทบทุกประเภท)
       4.2.7 หยุดการรับประทานไอโอดีนที่อาจมากเกินไป
       4.2.8 หยุดกินผักสดบางชนิดที่มีสารต้านธัยรอยด์ ได้แก่ คะน้า กะหล่ำปลี บล็อคโคลี ควรทำการให้ผ่านความร้อนด้วยการต้ม ผัด ทอดเสียก่อน จึงจะทำให้สารต้านธัยรอยด์เหล่านั้นหมดฤทธิ์ไป
       4.2.9 หยุดลดความเครียด หยุดการอดนอนหรือนอนน้อย หยุดการอดอาหารนานๆและไม่เป็นเวลา
      
       4.3 เพิ่มการเผาผลาญในร่างกายนอกเหนือการพึ่งพาธัยรอยด์ฮอร์โมนอย่างเดียว ได้แก่ การออกกำลังกาย หรือการรับประทานสมุนไพรหรือพืชสวนครัวเครื่องเทศฤทธิ์ร้อน เช่น น้ำขิงร้อน พริกไทยดำ กระเทียม พริก ฯลฯ โดยให้รับประทานก่อนที่ตัวจะเย็นลง (จากการวัดอุณหภูมิ) หรือในวันที่อากาศเย็นตัวลงจากฝนตก
      
       4.4 รับประทานยาสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ร้อนที่ช่วยในการเผาผลาญสร้างพลังงานและการเคลื่อนตัวของลำไส้และช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย เช่น รับประทานยาชำระเมือกมัน (สูตรหมอปาน) ก่อนนอน 3 เม็ด + ยาหม้อดิน หรือโพธิ์แดง 3 ช้อนโต๊ะตอนเช้า และ 1 ช้อนโต๊ะตอนเย็น ทั้งนี้ให้ทำการดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้ทุกวัน เช้า (ก่อน 7.00 น.) และตอนเย็น หรืออาจทำมากกว่านั้นในระหว่างมีอาการผื่นแพ้ ลมพิษ
      
       ทั้งนี้หากไม่สามารถหายาหม้อดิน หรือโพธิ์แดง ได้ หมอปาน (คุณจิตรา ปลอดอักษร) แพทย์แผนไทย ได้เสนอสูตรยาหม้อสำหรับ ขับลม ขับมูก เพิ่มเติมได้ดังนี้
      
       1. ใบมะขาม, 2. ใบมะดัน, 3. ใบชะมวง, 4. แก่นลั่นทม, 5. ปูนหิน, 6. กุ่มทั้งสอง, 7. ชุมเห็ดทั้งสอง, 8. เถาส้มเสร็งเคร็ง, 9. หัวกระทือ, 10. หัวไพล, 11. หัวกระชาย, 12. หัวขมิ้นอ้อย, 13. ผลคัดเค้า, 14. จุกหอม, 15. จุกกระเทียม, 16. ยาดำ (ยางของว่านหางจระเข้), 17. ฝักราชพฤกษ์, 18. สารส้ม, 19. มหาหิงส์, 20. ดินประสิว ยาทั้งหมดนี้เอาหลักสิ่งละสองบาท แล้วใช้มะนาวกรูด 9 ลูก ผ่าครึ่ง มะเฟืองเปรี้ยว 14 ลูกหั่นเป็นชิ้น ต้มกินวันละหนึ่งครั้งก่อนนอน หลังอาหารครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ใส่น้ำท่วมยาต้มซ้ำกินไปเรื่อยๆจนจืด
      
       4.5 หากมีอาการคัน อย่าเกา ให้ใช้น้ำมันมะรุม หรือ น้ำมันมะพร้าวทาบริเวณผื่นคัน อาจสลับด้วยการทาด้วยน้ำเอนไซม์ที่สะอาดเพื่อให้จุลินทรีย์ชนิดดีเช่น แลคติค แอสิท ไปยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคชนิดอื่น และหากมีอาการตาบวมอาจใช้ผ้าเย็นประคบบริเวณบวม ในขณะเดียวกันควรใช้การนวดช่วยลดอาการบวม และจะให้ดีควรมีคนช่วยนวดกดท้องเพื่อการเคลื่อนตัวของลำไส้ให้ดีขึ้น
      
       4.6 รับประทานน้ำมันอิ่มตัวกรดไขมันห่วงโซ่สายปานกลาง แนะนำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็น ให้รับประทานตอนเช้า 2 - 3 ช้อนโต๊ะ (ก่อนรับประทานอาหาร) จะทำให้แก้ปัญหาธัยรอยด์ฮอร์โมนให้มีอัตราการเผาผลาญดีขึ้น ตัวอุ่นขึ้น อัตราความดันและอัตราการเต้นของหัวใจ คอเลสเตอรรอลโดยเฉพาะชนิดเลวในเลือดและไขมันในร่างกายจะลดลง อาการธัยรอยด์ฮอร์โมนน่าจะดีขึ้นภายใน 4 สัปดาห์ และควรนำมาใช้ผัดหรือทอดแทนน้ำมันพืชถั่วเหลืองหรือน้ำมันข้าวโพด
      
       4.7 รับประทานผักและผลไม้ที่ไม่หวานเพื่อเพิ่มวิตามินซีให้มาก และดื่มน้ำให้มาก
      
       4.8 รับประทานอาหารที่เพิ่มฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อลดความโดดของฮอร์โมนเอสโตรเจน ได้แก่ อาหารที่มีสังกะสี แมกนีเซียม วิตาบินบี วิตามินซี อาหารแนะนำได้แก่ เมล็ดฟักทอง ( 1 กำมือวันเว้นวัน) ฟักทอง ถั่วชิกพี ถั่วเปลือกแข็งทุกชนิด (ยกเว้นถั่วเหลือง) ผักโขม ข้าวกล้อง งาดำ กล้วย มันฝรั่ง ฯลฯ
      
       4.9 ให้ล้างพิษตับด้วยน้ำมันมะกอกต่อไปทุก 20 วัน แต่ให้ดื่มน้ำมันมะกอกไม่เกิน 75 ซีซี ผสมน้ำมะนาว 75 ซีซี และอดอาหารเพียงแค่วันเดียว แต่เน้นกระบวนการเตรียมตัวก่อนล้างพิษในการรับประทานอาหารและล้างลำไส้ให้สะอาด อาการเหล่านี้จะทยอยดีขึ้นเป็นลำดับ จนหายไปในที่สุด
      
       แม้ว่าอาการที่เกิดขึ้นนี้มีจำนวนน้อยมากในระหว่างการล้างพิษ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดจากผู้ที่จัดศูนย์อาจมีความไม่เข้าใจกับปัญหาของคนกลุ่มเหล่านี้ได้ดีเพียงพอ อาการเหล่านี้เกิดในผู้หญิงเกือบทั้งหมด และพบในผู้ชายน้อยมาก จึงขอบันทึกและเผยแพร่แนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดอาการผื่นแพ้จากภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ และภาวะลำไส้รั่ว ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกิดอาการดังกล่าวนี้ต่อไป ดังนั้นแม้การล้างพิษตับจะให้ผลดี แต่ถ้ามีผลเสียสำหรับบางคนก็ควรตรวจสอบและหาทางป้องกันเอาไว้ดังที่เขียนเอาไว้มาทั้งหมด จะดีกว่านะครับ !!!

ที่มา : www.manager.co.th

ปัญหาการล้างพิษตับที่ "ผู้หญิง" มีข้อควรระวังมากกว่า "ผู้ชาย" (ตอนที่ 2) : ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าแก้ปัญหาภายหลัง

 ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
     
        แม้จะเป็นข่าวดีอยู่มากว่าผลการสำรวจตรวจเลือดที่จัดทำโดย รองศาสตราจารย์นายแพทย์อนัน ศรีพนัสกุล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดตับ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้กับผู้เข้าฝึกอบรมของกลุ่มบุญคณา จังหวัดขอนแก่น แล้วพบว่า เม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophils ของคนที่มีค่าสูงผิดปกติ (อาการแพ้ Allergic disorders, การติดเชื้อพยาธิ, โรคผิวหนังบางชนิด) เมื่อเข้าอบรมหลักสูตรแล้วส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมีค่ากลับมาเป็นปกติ อันเป็นสัญญาณที่บ่งว่าหลักสูตรการล้างพิษตับโดยองค์รวมแล้วอาจจะทำให้ภาวะภูมิแพ้ของคนที่มีปัญหามีอาการดีขึ้นได้
     
        แต่ข่าวดีก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน โดยเฉพาะ "ผู้หญิงบางคน" อาจมีภาวะความเสี่ยงที่อาจเกิดอาการแพ้ได้มากกว่าเดิมได้อีกหลังล้างพิษ "หากไม่ระมัดระวัง"ผมได้เก็บข้อมูลของคนที่เกิดอาการแพ้มากว่าเดิม (ไม่นับคนที่ไม่ทำตามขั้นตอน เช่น การไม่ทำการสวนล้างตามที่กำหนดให้เป็นเวลา) เท่าที่เห็นและรวบรวมข้อมูลพบสาเหตุที่น่าตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ "ภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ" มากที่สุด โดยเฉพาะคนที่มีประวัติดื่มนมวัวควบคู่กับการใช้ยาแก้แพ้ หรือสเตียรอยด์ การรับประทานหวานมาก การรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก และมีอาการเป็นผื่นแพ้อยู่บ้างแล้วแต่ใช้ยากดหรือข่มอาการเอาไว้ ฯลฯ
ภาพที่ 1 ผู้หญิงรายหนึ่งชาวราชบุรีมีประวัติดื่มนมวัวต่างน้ำ ชอบรับประทานรสหวาน ใช้ยาสเตียรอยด์ มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำเกิดอาการหลังล้างพิษตับด้วยตนเอง
       คนที่มี ภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำแฝงกว่าคนปกติ สามารถสังเกตอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ได้ระบุเอาไว้ในตอนที่ 1 แล้ววัดอุณหภูมิตอนเช้าใต้ลิ้นโดยเฉลี่ย 5 วันต่ำกว่า 36.4 องศาเซลเซียส คนเหล่านี้มีพลังงานการเผาผลาญต่ำอาจทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้าจึงทำให้ท้องผูกกว่าคนปกติอยู่แล้ว บางคนเมื่อรับประทานทานลิดท็อกซ์แล้ว (ผงธัญพืชผสมน้ำที่มีส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลเลียมซึ่งมีคุณสมบัติพองในลำไส้เพื่อทำความสะอาด) ปรากฏว่าลิดท็อกซ์ที่พองตัวเหล่านั้นเคลื่อนตัวช้ามากจนเข้าใจว่าไม่ได้ถูกขับถ่ายออกมาจากร่างกายในช่วงเวลาล้างพิษ 
ภาพที่ 2 อาการแพ้ของผู้หญิง 2 ราย (ราชบุรี และกรุงเทพ)ที่ล้างพิษตับมีประวัติดื่มนมวัวมาก ชอบรับประทานหวานและใช้สเตียรอยด์ มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เกิดอาการปะทุพิษที่คล้ายคลึงกัน
       เมื่อดื่มน้ำมันมะกอกกระตุ้นให้ตับและถุงน้ำดีขับน้ำดีออกมาเป็นจำนวนมาก น้ำดีเหล่านี้มีองค์ประกอบของไขมันคอเลสเตอรอล และรวมถึงสารพิษที่ละลายได้ถูกขับออกมาอาจติดอยู่กับขบวนลิดท็อกซ์ที่ยังคงค้างอยู่ในลำไส้ หรืออาจติดอยู่ตามผนังลำไส้นานกว่าคนทั่วไป จึงมีโอกาสที่สารพิษที่ละลายในไขมันซึ่งถูกขับออกมาพร้อมกับน้ำดีเหล่านั้นถูกลำไส้ดูดกลับเข้าเส้นเลือดดำมากกว่าการขับถ่ายออกมา สารพิษเหล่านั้นเมื่อถูกดูดกลับเข้าร่างกายก็อาจเกิดการแพ้ตามผิวหนังอย่างรุนแรงตามมาได้ คนเหล่านี้ให้สังเกตได้จากการล้างพิษอาจไม่ค่อยมีอะไรออกมามากนักหรือไม่มีอะไรขับถ่ายออกมาเลยในระหว่างการล้างพิษ
     
        โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำมีกระบวนการเผาผลาญต่ำ(Metabolism)อยู่แล้ว ก็อาจจะมีกระบวนการเผาผลาญสารพิษที่ละลายในไขมันในรูปของน้ำดีที่ถูกขับออกมาจากตับได้ช้ากว่าคนทั่วไปอีก ยิ่งหากอดอาหารที่นานๆควบคู่กันไปด้วยก็ยิ่งทำให้ปัญหาธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำลงไปอีก ส่งผลทำให้กระบวนการเผาผลาญลดต่ำลงกว่าเดิม
ภาพที่ 3 อาการแพ้ของผู้หญิงรายหนึ่งจากจังหวัดนครราชสีมา มีประวัติดื่มนมวัวมาก ชอบรับประทานหวานและใช้สเตียรอยด์ มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เกิดอาการผื่นแพ้ด้านหลัง
       หากคนที่มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำซึ่งถือว่ามีพลังงานในการเผาผลาญและพลังงานในการเคลื่อนตัวของลำไส้น้อยกว่าคนทั่วไป จึงอาจต้องรอเวลาให้ขับถ่ายลิดท็อกซ์เพื่อล้างลำไส้ให้เรียบร้อยก่อนการดื่มน้ำมันมะกอกเพื่อล้างพิษตับ
     
        หรือหากไม่สามารถจัดเวลาได้เหมาะสมเพราะลิดท็อกซ์อาจค้างอยู่ตามลำไส้นานเกินไป อาจเลือกทางอื่นในการล้างลำไส้แทน เช่น การใช้ยาถ่ายประเภทเป็นยาน้ำ, ดีเกลือ, ยาชำระเมือกมัน, ผงเอนไซม์สำหรับการย่อยสลายสิ่งตกค้างในลำไส้ อาจจะเหมาะสมกว่าสำหรับคนที่มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ในการนี้หากได้ผู้ที่เชี่ยวชาญคอยนวดกดท้องในบริเวณที่แข็งเกร็งตัวให้คลายตัวก็อาจทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการล้างพิษตับลดน้อยลงได้
ภาพที่ 4 ผู้หญิงรายหนึ่งจากจังหวัดนครสวรรค์ เกิดอาการผื่นแพ้เกิดขึ้นทั่วร่างกายและบริเวณคอหลังล้างพิษโดยมีประวัติการใช้สเตียรอยด์มาก่อน
       คนที่มีภาวะธัยรอยด์ฮอรโมนต่ำนอกจากลำไส้จะบีบเคลื่อนตัวช้าทำให้ขับถ่ายของเสียและพิษตกค้างได้ช้าแล้ว ยังมีการเผาผลาญเปลี่ยนสภาพไขมันเป็นน้ำดีและฮอร์โมนได้น้อยกว่าคนปกติอีกด้วย ส่งผลทำให้ฮอร์โมนบางชนิดที่ต้านการอักเสบหรือต้านการผื่นแพ้ เช่น ฮอร์โมนคอร์ติโซล (Cortisol) อาจผลิตได้น้อยกว่าปกติ หรือผลิตได้อย่างผิดเพี้ยนไม่เป็นเวลา เมื่อผสมกับภาวะการเผาผลาญต่ำจึงทำให้สลายสารพิษที่ละลายในไขมันได้ช้ากว่าคนปกติด้วย ดังนั้นคนที่ล้างพิษที่ขาดความเข้าใจในตรงนี้อาจส่งผลร้ายตามมาคืออาจเกิดภาวะผื่นแพ้ได้มากขึ้น บางครั้งอาจไม่ได้เกิดขึ้นในครั้งแรกเสมอไป แต่อาจเกิดขึ้นในครั้งต่อๆ ไปที่มีการล้างพิษ เมื่อธัยรอยด์ฮอร์โมนทยอยลดลงไปเรื่อยๆทุกครั้งที่มีการอดอาหารยาวในล้างพิษตับ
     
        บางคนอาจไม่ได้เกิดปัญหาผื่นแพ้ แต่เกิดปัญหาอีกด้านคือเมื่อธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำแล้วทำให้การเผาผลาญต่ำลง เมื่อไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หรือเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงที่ไม่สอดคล้องกับการเผาผลาญที่ต่ำลง ก็อาจทำให้เกิดปัญหาการอ้วนขึ้นกว่าเดิมที่เรียกว่า ผลกระทบตีกลับที่เรียกว่า ผลกระทบโยโย่ (Yoyo Effect) บางคนแม้ไม่อ้วนแต่กลับพบว่าคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นกว่าก่อนที่จะล้างพิษเสียอีก
     
        โดยเฉพาะคนที่อาจมีภาวะลำไส้รั่ว (Leaky gut syndrome) ร่วมด้วย
 อันเนื่องมาจากมีประวัติชอบรับประทานหวานมาก ดื่มนมวัวมาก รับประทานยาแก้อักเสบมาก หรือ ใช้ยาสเตียรอยด์มาก คนเหล่านี้ยิ่งต้องระวังเพราะร่างกายมีจุลินทรีย์และเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยน้อยกว่าคนปกติ มีเชื้อราจำนวนมาก ทำให้ลำไส้อักเสบและทำงานผิดเพี้ยนไป ส่งผลทำให้ลำไส้ดูดสารพิษหรือขนาดของโมเลกุลที่มีอณูใหญ่กว่าปกติ (Megamolecule) ได้ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นก็จะทำให้ร่างกายใช้ภูมิต้านทานเข้าโจมตี เพราะเข้าใจว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงเกิดอาหารผื่นแพ้ได้ง่ายอยู่แล้ว เมื่อรวมกับภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำและกระบวนการล้างพิษตับที่ขับพิษออกมามากแต่ไม่สามารถขับถ่ายออกจากร่างกายได้และเผาผลาญได้น้อย ก็จะยิ่งมีอาการผื่นแพ้ได้มากขึ้นกว่าเดิมได้ด้วย
     
        สำหรับปัญหาธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำแฝงนั้น มีโอกาสจะสร้างปัญหาให้กับผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงมีฮอร์โมนเพศที่ชื่อเอสโตรเจน หากฮอร์โมนดังกล่าวไม่สมดุลเพราะมี "ฮอร์โมนเอสโตรเจน" สูงกว่า "ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน" ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่โดดเกินนั้นจะมีฤทธิ์ในการกดธัยรอยด์ฮอร์โมนให้ต่ำลงทันที เมื่อธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำลงจึงทำให้ความสามารถในการแปลงไขมันคอเลสเตอรอลเป็นน้ำดีและฮอร์โมนได้น้อยลง และส่งผลทำให้ฮอร์โมนคอร์ติโซลที่ต้านการอักเสบทำงานได้น้อยลงหรือไม่ก็ผิดเพี้ยนไปจนทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายขึ้นด้วย
     
        ในทำนองเดียวกันเมื่อ ฮอร์โมนคอร์ติโซล ที่ทำงานหนักในภาวะที่เกิดความเครียด อดอาหาร รวมถึงเมื่อเกิดภาวะภูมิแพ้ หากทำงานหนักจนต่อมหมวกไตล้า ร่างกายก็จะดึงฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเอาไปช่วยฮอร์โมนคอร์ติโซลอีก ส่งผลทำให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดต่ำลงกว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนมากยิ่งขึ้น
 เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำลง จนทำให้การเผาผลาญไขมันคอเลสเตอรรอลให้เป็นน้ำดีและฮอร์โมนได้น้อยลงไปอีก ก็จะทำให้ภาวะการต้านการอักเสบน้อยลง ภาวะผื่นแพ้เพิ่มมากขึ้น และกลับทำให้เป็นปัญหาลามเป็นลูกโซ่วนไปวนมาเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
     
        สำหรับคนที่มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำอยู่แล้ว จึงไม่ควรอดอาหารนานเกินไป และไม่ควรดื่มน้ำมันมะกอกมากหลายๆแก้วในการล้างพิษตับครั้งเดียว แม้แต่ในการล้างพิษตับในแต่ละครั้งอาจจะต้องลดปริมาณน้ำมันมะกอกให้น้อยกว่าคนทั่วไป
     
        โดยจากประสบการณ์ในหลายกรณีพบว่าการล้างพิษตับในกลุ่มคนที่เป็นธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ จะไม่สร้างปัญหามากนักหากอดอาหารไม่เกิน 24 - 36 ชั่วโมง และดื่มน้ำมันมะกอกไม่เกิน 75 ซีซี (น้ำมันมะกอก 75 ซีซี + น้ำมะนาว 75 ซีซี) แต่เน้นการล้างลำไส้ให้สะอาดด้วยการเตรียมตัวปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารมาล่วงหน้า 7 วัน (งดอาหาร นมวัว ชีส เนื้อสัตว์ น้ำเต้าหู้ ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง ของหวาน แอลกอฮอล์ ของทอดๆมัน ของเย็น และให้ทานยาขับชำระเมือกมันทำความสะอาดสวนล้างลำไส้ทุกวัน)

     
        ต้องขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับบทเรียนอันมีค่ามหาศาลจากผู้ที่ได้รับผลกระทบหลายคนที่มาขอคำปรึกษาจากผมและให้เป็นกรณีศึกษาเพื่อช่วยเหลือคนอื่นต่อไปแม้จะไม่ใช่ปัญหาของคนส่วนใหญ่ แต่เพราะมีปัญหาของคนกลุ่มนี้จึงทำให้เราได้เรียนรู้เป็นวิทยาทาน และทราบได้ว่าเราจะสามารถที่จะช่วยเหลือและเยียวยารักษาอาการเหล่านี้ให้ดีขึ้นหรือหายไปได้อย่างไร เพื่อช่วยเหลือคนอื่นๆต่อไปในอนาคต
     
        แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องสนุกเลยที่จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้เอาทีหลัง...
       ดังนั้นกรณีเช่นนี้จึงควรป้องกันเอาไว้จะดีกว่า !!!

     
        (โปรดติตามต่อในตอนหน้า : จะมาอธิบายว่าคนที่เกิดอาการเหล่านี้แล้วสามารถทำให้ดีขึ้นหรือหายได้อย่างไร?)

ที่มา : www.manager.co.th