| |
โดยทั่วไปร่างกายคนเรามีสภาพเป็นกรด และ ด่าง แต่จะค่อนข้างไปทางด่างมากกว่า คือจะมีค่า PH ประมาณ 7.4 ซึ่งกระบวนการทำงานในร่าง กายจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เช่น การย่อย ดูดซึม สำคัญที่สุดคือการขจัดของเสียออกจากร่างกาย กลับกันถ้าคนเราบริโภคอาหารที่มีสภาพเป็นกรดเข้าไปมากๆ จะส่งผลให้สภาพร่างกายและเลือดจะมีสภาพของความเป็นกรดมากเกินไป ทำให้ อวัยวะที่มีหน้าที่ฟอกเลือด เช่น ม้าม ตับ หัวใจ และไต ทำงานมากจนเกินกำลัง ในที่สุดอวัยวะเหล่านี้ก็จะอ่อนแอลง ทำให้สารพิษที่ตกค้างอยู่ไม่ สามารถถูกกำจัดออกไปได้หมด และถูกเก็บสะสมไว้ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น เก็บไว้ในข้อต่อ เป็นเหตุของโรคปวดตามข้อ โรคเก๊า หรือการ ที่สารพิษหาทางระบายออกทางผิวหนัง เป็นเหตุของสิว กลากเกลื้อน กลิ่นตัวแรง การกินอาหารที่มีสภาพเป็นกรดให้น้อยลง และเพิ่มปริมาณอาหารที่เป็นด่างให้มากขึ้น จึงจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการมีร่างกายแข็งแรง ถ้ากินอาหารที่มีสภาพเป็นกรดน้อยลงเท่าไร สุขภาพคนเราก็จะดียิ่งขึ้นเท่านั้น ที่มา : http://women.thaiza.com |
ล้างพิษตับ กับ บ้านสุขภาพดี.com มีทีมงานมืออาชีพ ที่มีสถานที่พัก บรรยากาศดี อุปกรณ์ทันสมัย ใจกลางกรุงเทพ
วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556
อาหารที่มีสภาพเป็นกรดและด่าง
ปัญหาการล้างพิษตับที่ "ผู้หญิง" มีข้อควรระวังมากกว่า "ผู้ชาย" (ตอนจบ) : เมื่อเกิดปัญหาแล้วแก้อย่างไร?
| ณ บ้านพระอาทิตย์ โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ หลักการสำคัญของคนที่เกิดอาการปะทุพิษ ซ่านพิษ สำรอกพิษ นั้นจำต้องแยกปัญหาออกได้ 3 ประการ คือ ประการแรก เกิดอาการผื่นขึ้น ปวดหัว อึดอัด ในระหว่างการอดอาหาร ซึ่งอาจหมายความว่าไขมันที่ถูกเผาผลาญเพื่อใช้เป็นพลังงานนั้น อาจมีสารพิษที่ละลายในไขมันไม่ถูกละลายออกมาด้วย แต่ร่างกายยังไม่สามารถเผาผลาญสารพิษเหล่านั้นได้ จึงเกิดอาการข้างเคียงในระหว่างการอดอาหาร ประการที่สอง คือเกิดอาการผื่นขึ้น ปวดหัว อึดอัด ในระหว่างการล้างลำไส้ เพราะร่างกายได้ทยอยนำสิ่งสกปรกตกค้างในลำไส้รวมถึงสารพิษตกค้างขับถ่ายออก ดังนั้นระหว่างที่สิ่งสกปรกและสารพิษเดินทางในลำไส้เล็กและสำไส้ใหญ่อาจดูดสารพิษเหล่านี้สู่เส้นเลือดดำจึงส่งผลทำให้เกิดอาการข้างเคียงตามมา โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะลำไส้รั่ว และธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำอยู่แล้ว จึงอาจมีปัญหาในการเผาผลาญแล้วเกิดอาการข้างเคียงได้มากขึ้นไปอีก ประการที่สาม คือเกิดอาการผื่นขึ้น ปวดหัว หลังได้นำสารพิษที่ละลายในไขมันในรูปของน้ำดี ที่ตับและถุงน้ำดีได้ขับออกมาเมื่อถูกล่อด้วยน้ำมันมะกอก แต่ปรากฏว่าเกิดภาวะที่ลำไส้ไม่เคลื่อนตัวหรือเคลื่อนตัวช้าจากปัญหาภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ทำให้พิษที่ถูกขับออกมาจากตับหรือถุงน้ำดี ลำไส้อาจเกิดการดูดกลับในระหว่างเดินทางออกจากร่างกายได้มากเมื่อเทียบกับการขับถ่ายออก โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะลำไส้รั่ว และธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เพราะปัญหาที่ผู้หญิงมีฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่สมดุลเพราะมีปริมาณที่สูงโดดเกินกว่าฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ส่งผลทำให้เกิดการกดธัยรอยด์ฮอร์โมนให้ต่ำกว่าผู้ชาย ส่งผลทำให้เกิดการเผาผลาญได้ต่ำ และไม่สามารถแปลงไขมันมาเป็นน้ำดีหรือฮอร์โมนจำเป็นต่อร่างกายได้มากพอ โดยเฉพาะฮอร์โมนคอร์ติโซลซึ่งมีส่วนสำคัญในการต้านการอักเสบอาจมีไม่มากพอหรือมีความผิดเพี้ยนไปเมื่อการเผาผลาญต่ำลง ร่างกายก็จะดึงโปรเจสเตอโรนมาช่วยทำงานแทนฮอร์โมนคอร์ติโซล ส่งผลทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนโดดเกินกว่าโปรเจสเตอโรนซึ่งจะส่งผลเป็นวงจรทำให้ภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำลงไปอีกเท่าที่พบปัญหาในขณะนี้ได้พบทางแก้ไขได้หลายวิธี แต่ในชั้นนี้จะขอแนะนำจากการรวบรวมข้อมูลโดยไม่ต้องอาศัยยาเคมีหรือแพทย์แผนปัจจุบัน วิธีการต่อไปนี้เมื่อนำมาใช้กับหลายคนที่มีอาการจากสาเหตุเดียวกันพบว่ามีอาการดีขึ้นแทบทุกคน ไม่ว่าจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นก่อนล้างพิษตับ หรือล้างพิษตับก็ตาม จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่วิธีการดังต่อไปนี้ | ||||
มีคนจำนวนมากไม่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ เมื่อละเลยจึงมักประสบกับอาการข้างเคียงได้ เช่น ผื่นขึ้น ลมพิษ นำเหลืองไหลออก เกิดอาการคัน ผิวแตก ฯลฯ ส่วนใหญ่หากเกิดอาการเหล่านี้แล้วการสวนล้างเป็นวิธีหนึ่งที่บรรเทาอาการเหล่านี้ได้ 2. งดอาหารที่ทำให้เกิดภาวะลำไส้รั่ว ซึ่งเป็นเหตุมาจากเชื้อรา และการสูญเสียจุลินทรีย์ชนิดดีที่ช่วยย่อยอาหาร มีปริมาณเอนไซม์ในการย่อยอาหารได้น้อย ทำให้ลำไส้อักเสบและผิดปรกติเพราะดูดสารพิษและสารอาหารที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่เกิน จนภูมิต้านทานทำงานอย่างหนัก เกิดกาการภูมิแพ้ได้ง่ายทั้งทางเดินหายใจและผิวหนัง ข้อแนะนำคือ การงดอาหารหวานทุกชนิด (น้ำหวาน, น้ำอัดลม, น้ำผลไม้หวาน, ผลไม้หวาน) งดนมดื่มวัวและผลิตภัณฑ์นมวัวทุกชนิด งดยาแก้อักเสบ ส่วนยาสเตียรอยด์ไม่ควรงดแบบหักดิบ ให้ค่อยๆสังเกตอาการที่ลดลงและทยอยลดยาสเตียรอยด์ลงแบบขั้นบันได และดื่มน้ำเปล่าให้มากพอประมาณ 1.5 - 2 ลิตรต่อวัน 3. รับประทานอาหารที่ฟื้นฟูภาวะลำไส้รั่ว ได้แก่เพิ่มอาหารที่ช่วยสร้างปริมาณเอนไซม์ให้มากขึ้น ได้แก่การรับประทานผักและผลไม้สดทุกวัน (เช่น ผักสลัด) เพื่อเพิ่มปริมาณเอนไซม์ให้ได้จากอาหารและขยายปริมาณจุลินทรีย์ที่ดีจากอาหาร เครื่องดื่มที่ช่วยย่อยโปรตีนได้ดีที่แนะนำได้แก่ แกนสับประรดปั่นแยกกากรวมกับใบโหระพา, มะละกอ ฯลฯ หรืออาจเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ชนิดดีพร้อมเอนไซม์ในระบบลำไส้ได้จาก น้ำหมักเอนไซม์ที่สะอาดได้มาตรฐานและผ่านการตรวจสอบคุณภาพว่าไม่มีแอลกฮอล์หรือแบคทีเรียก่อโรคปะปน รวมถึงการรับประทานอาหารพวกธัญพืชงอกที่ไม่ผ่านความร้อนเกิน 47.7 องศาเซลเซียส ที่จะมีปริมาณเอนไซม์มากกว่าผักและผลไม้กว่า 100 เท่าตัว ทั้งนี้หากมีปริมาณจุลินทรีย์ในช่วงแรกอยู่ในระดับต่ำมากๆอาจรับประทานจุลินทรีย์ชนิดแคปซูล หรือ นมเปรี้ยว เพื่อเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ชนิดดีในร่างกายได้ 4. สำหรับภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เป็นผลทำให้การเผาผลาญในร่างกายต่ำนั้น โดยมากจะมีอาการที่กล่าวมาแล้วในตอนที่ 1 และจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยตอนเช้าต่ำกว่า 36.4 องศาเซลเซียส มีอาการผื่นแพ้ ลมพิษ น้ำเหลืองไหล อักเสบง่าย ฯลฯ อาจเกิดอาการเหล่านี้ได้ทั้งยังไม่ล้างพิษตับ และหลังล้างพิษตับ แนะนำการแก้ไขปัญหา ดังต่อไปนี้ 4.1 ให้สำรวจอาการอย่างละเอียด คนเหล่านี้มักจะผื่นหรือลมพิษ เป็นวงรอบเวลาซ้ำๆ กัน จึงต้องสำรวจการรับประทานอาหาร วัดอุณหภูมิ อย่างใกล้ชิด และมีเป้าหมายทำให้ร่างกายค่อยๆให้มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นให้เกิน 36.4 องศาเซลเซียสในตอนเช้าให้ได้ 4.2 ให้หยุดอาหารและพฤติกรรมที่ทำให้เกิดภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ดังนี้ 4.2.1 งดอาหารหวานทุกชนิด (น้ำหวาน, น้ำอัดลม, ผลไม้หวานๆ, น้ำผลไม้หวาน) 4.2.2 ให้อยู่ห่างเครื่องมือไฟฟ้าที่ส่งคลื่นรังสีมากขึ้น เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ไอแพด เตาอบไมโครเวฟขณะทำงาน โทรทัศน์ ฯลฯ 4.2.3 หยุดยาเคมีที่ทำให้มีเอสโตรเจนสูงขึ้น ได้แก่ ยาคุม ยาแก้สิว ยาฮอร์โมนวัยทอง รวมถึงห่างจากยาที่ออกฤทธิ์เหมือนเอสโตรเจน เช่น ยาปราบศัตรูพืช น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาฟอกสี น้ำยาขัดเบาะ 4.2.4 หยุดหรือลดเอสโตรเจนที่ได้รับจากสัตว์ ได้แก่ เนื้อสัตว์, นมวัว นมแพะ ไข่ไก่ ไข่เป็ด 4.2.5 หยุดอาหารที่มีผลเหมือนเพิ่มเอสโตรเจน ได้แก่ ถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ จมูกข้าวสาลี อาหารที่มียีสต์ กราวเครือขาว กระเจี๊ยบแดง 4.2.6 หยุดกินไขมันที่กดธัยรอยด์ฮอร์โมให้ต่ำ ได้แก่ น้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่นำมาใช้ทอดและผัดอาหาร ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนยเทียม (อยู่ในขนมกรุบกรอบแทบทุกประเภท) 4.2.7 หยุดการรับประทานไอโอดีนที่อาจมากเกินไป 4.2.8 หยุดกินผักสดบางชนิดที่มีสารต้านธัยรอยด์ ได้แก่ คะน้า กะหล่ำปลี บล็อคโคลี ควรทำการให้ผ่านความร้อนด้วยการต้ม ผัด ทอดเสียก่อน จึงจะทำให้สารต้านธัยรอยด์เหล่านั้นหมดฤทธิ์ไป 4.2.9 หยุดลดความเครียด หยุดการอดนอนหรือนอนน้อย หยุดการอดอาหารนานๆและไม่เป็นเวลา 4.3 เพิ่มการเผาผลาญในร่างกายนอกเหนือการพึ่งพาธัยรอยด์ฮอร์โมนอย่างเดียว ได้แก่ การออกกำลังกาย หรือการรับประทานสมุนไพรหรือพืชสวนครัวเครื่องเทศฤทธิ์ร้อน เช่น น้ำขิงร้อน พริกไทยดำ กระเทียม พริก ฯลฯ โดยให้รับประทานก่อนที่ตัวจะเย็นลง (จากการวัดอุณหภูมิ) หรือในวันที่อากาศเย็นตัวลงจากฝนตก 4.4 รับประทานยาสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ร้อนที่ช่วยในการเผาผลาญสร้างพลังงานและการเคลื่อนตัวของลำไส้และช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย เช่น รับประทานยาชำระเมือกมัน (สูตรหมอปาน) ก่อนนอน 3 เม็ด + ยาหม้อดิน หรือโพธิ์แดง 3 ช้อนโต๊ะตอนเช้า และ 1 ช้อนโต๊ะตอนเย็น ทั้งนี้ให้ทำการดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้ทุกวัน เช้า (ก่อน 7.00 น.) และตอนเย็น หรืออาจทำมากกว่านั้นในระหว่างมีอาการผื่นแพ้ ลมพิษ ทั้งนี้หากไม่สามารถหายาหม้อดิน หรือโพธิ์แดง ได้ หมอปาน (คุณจิตรา ปลอดอักษร) แพทย์แผนไทย ได้เสนอสูตรยาหม้อสำหรับ ขับลม ขับมูก เพิ่มเติมได้ดังนี้ 1. ใบมะขาม, 2. ใบมะดัน, 3. ใบชะมวง, 4. แก่นลั่นทม, 5. ปูนหิน, 6. กุ่มทั้งสอง, 7. ชุมเห็ดทั้งสอง, 8. เถาส้มเสร็งเคร็ง, 9. หัวกระทือ, 10. หัวไพล, 11. หัวกระชาย, 12. หัวขมิ้นอ้อย, 13. ผลคัดเค้า, 14. จุกหอม, 15. จุกกระเทียม, 16. ยาดำ (ยางของว่านหางจระเข้), 17. ฝักราชพฤกษ์, 18. สารส้ม, 19. มหาหิงส์, 20. ดินประสิว ยาทั้งหมดนี้เอาหลักสิ่งละสองบาท แล้วใช้มะนาวกรูด 9 ลูก ผ่าครึ่ง มะเฟืองเปรี้ยว 14 ลูกหั่นเป็นชิ้น ต้มกินวันละหนึ่งครั้งก่อนนอน หลังอาหารครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ใส่น้ำท่วมยาต้มซ้ำกินไปเรื่อยๆจนจืด 4.5 หากมีอาการคัน อย่าเกา ให้ใช้น้ำมันมะรุม หรือ น้ำมันมะพร้าวทาบริเวณผื่นคัน อาจสลับด้วยการทาด้วยน้ำเอนไซม์ที่สะอาดเพื่อให้จุลินทรีย์ชนิดดีเช่น แลคติค แอสิท ไปยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคชนิดอื่น และหากมีอาการตาบวมอาจใช้ผ้าเย็นประคบบริเวณบวม ในขณะเดียวกันควรใช้การนวดช่วยลดอาการบวม และจะให้ดีควรมีคนช่วยนวดกดท้องเพื่อการเคลื่อนตัวของลำไส้ให้ดีขึ้น 4.6 รับประทานน้ำมันอิ่มตัวกรดไขมันห่วงโซ่สายปานกลาง แนะนำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็น ให้รับประทานตอนเช้า 2 - 3 ช้อนโต๊ะ (ก่อนรับประทานอาหาร) จะทำให้แก้ปัญหาธัยรอยด์ฮอร์โมนให้มีอัตราการเผาผลาญดีขึ้น ตัวอุ่นขึ้น อัตราความดันและอัตราการเต้นของหัวใจ คอเลสเตอรรอลโดยเฉพาะชนิดเลวในเลือดและไขมันในร่างกายจะลดลง อาการธัยรอยด์ฮอร์โมนน่าจะดีขึ้นภายใน 4 สัปดาห์ และควรนำมาใช้ผัดหรือทอดแทนน้ำมันพืชถั่วเหลืองหรือน้ำมันข้าวโพด 4.7 รับประทานผักและผลไม้ที่ไม่หวานเพื่อเพิ่มวิตามินซีให้มาก และดื่มน้ำให้มาก 4.8 รับประทานอาหารที่เพิ่มฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อลดความโดดของฮอร์โมนเอสโตรเจน ได้แก่ อาหารที่มีสังกะสี แมกนีเซียม วิตาบินบี วิตามินซี อาหารแนะนำได้แก่ เมล็ดฟักทอง ( 1 กำมือวันเว้นวัน) ฟักทอง ถั่วชิกพี ถั่วเปลือกแข็งทุกชนิด (ยกเว้นถั่วเหลือง) ผักโขม ข้าวกล้อง งาดำ กล้วย มันฝรั่ง ฯลฯ 4.9 ให้ล้างพิษตับด้วยน้ำมันมะกอกต่อไปทุก 20 วัน แต่ให้ดื่มน้ำมันมะกอกไม่เกิน 75 ซีซี ผสมน้ำมะนาว 75 ซีซี และอดอาหารเพียงแค่วันเดียว แต่เน้นกระบวนการเตรียมตัวก่อนล้างพิษในการรับประทานอาหารและล้างลำไส้ให้สะอาด อาการเหล่านี้จะทยอยดีขึ้นเป็นลำดับ จนหายไปในที่สุด แม้ว่าอาการที่เกิดขึ้นนี้มีจำนวนน้อยมากในระหว่างการล้างพิษ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดจากผู้ที่จัดศูนย์อาจมีความไม่เข้าใจกับปัญหาของคนกลุ่มเหล่านี้ได้ดีเพียงพอ อาการเหล่านี้เกิดในผู้หญิงเกือบทั้งหมด และพบในผู้ชายน้อยมาก จึงขอบันทึกและเผยแพร่แนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดอาการผื่นแพ้จากภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ และภาวะลำไส้รั่ว ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกิดอาการดังกล่าวนี้ต่อไป ดังนั้นแม้การล้างพิษตับจะให้ผลดี แต่ถ้ามีผลเสียสำหรับบางคนก็ควรตรวจสอบและหาทางป้องกันเอาไว้ดังที่เขียนเอาไว้มาทั้งหมด จะดีกว่านะครับ !!! ที่มา : www.manager.co.th |
ปัญหาการล้างพิษตับที่ "ผู้หญิง" มีข้อควรระวังมากกว่า "ผู้ชาย" (ตอนที่ 2) : ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าแก้ปัญหาภายหลัง
| ณ บ้านพระอาทิตย์ โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แม้จะเป็นข่าวดีอยู่มากว่าผลการสำรวจตรวจเลือดที่จัดทำโดย รองศาสตราจารย์นายแพทย์อนัน ศรีพนัสกุล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดตับ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้กับผู้เข้าฝึกอบรมของกลุ่มบุญคณา จังหวัดขอนแก่น แล้วพบว่า เม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophils ของคนที่มีค่าสูงผิดปกติ (อาการแพ้ Allergic disorders, การติดเชื้อพยาธิ, โรคผิวหนังบางชนิด) เมื่อเข้าอบรมหลักสูตรแล้วส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมีค่ากลับมาเป็นปกติ อันเป็นสัญญาณที่บ่งว่าหลักสูตรการล้างพิษตับโดยองค์รวมแล้วอาจจะทำให้ภาวะภูมิแพ้ของคนที่มีปัญหามีอาการดีขึ้นได้ แต่ข่าวดีก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน โดยเฉพาะ "ผู้หญิงบางคน" อาจมีภาวะความเสี่ยงที่อาจเกิดอาการแพ้ได้มากกว่าเดิมได้อีกหลังล้างพิษ "หากไม่ระมัดระวัง"ผมได้เก็บข้อมูลของคนที่เกิดอาการแพ้มากว่าเดิม (ไม่นับคนที่ไม่ทำตามขั้นตอน เช่น การไม่ทำการสวนล้างตามที่กำหนดให้เป็นเวลา) เท่าที่เห็นและรวบรวมข้อมูลพบสาเหตุที่น่าตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ "ภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ" มากที่สุด โดยเฉพาะคนที่มีประวัติดื่มนมวัวควบคู่กับการใช้ยาแก้แพ้ หรือสเตียรอยด์ การรับประทานหวานมาก การรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก และมีอาการเป็นผื่นแพ้อยู่บ้างแล้วแต่ใช้ยากดหรือข่มอาการเอาไว้ ฯลฯ | ||||
| ||||
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำมีกระบวนการเผาผลาญต่ำ(Metabolism)อยู่แล้ว ก็อาจจะมีกระบวนการเผาผลาญสารพิษที่ละลายในไขมันในรูปของน้ำดีที่ถูกขับออกมาจากตับได้ช้ากว่าคนทั่วไปอีก ยิ่งหากอดอาหารที่นานๆควบคู่กันไปด้วยก็ยิ่งทำให้ปัญหาธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำลงไปอีก ส่งผลทำให้กระบวนการเผาผลาญลดต่ำลงกว่าเดิม | ||||
หรือหากไม่สามารถจัดเวลาได้เหมาะสมเพราะลิดท็อกซ์อาจค้างอยู่ตามลำไส้นานเกินไป อาจเลือกทางอื่นในการล้างลำไส้แทน เช่น การใช้ยาถ่ายประเภทเป็นยาน้ำ, ดีเกลือ, ยาชำระเมือกมัน, ผงเอนไซม์สำหรับการย่อยสลายสิ่งตกค้างในลำไส้ อาจจะเหมาะสมกว่าสำหรับคนที่มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ในการนี้หากได้ผู้ที่เชี่ยวชาญคอยนวดกดท้องในบริเวณที่แข็งเกร็งตัวให้คลายตัวก็อาจทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการล้างพิษตับลดน้อยลงได้ | ||||
บางคนอาจไม่ได้เกิดปัญหาผื่นแพ้ แต่เกิดปัญหาอีกด้านคือเมื่อธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำแล้วทำให้การเผาผลาญต่ำลง เมื่อไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หรือเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงที่ไม่สอดคล้องกับการเผาผลาญที่ต่ำลง ก็อาจทำให้เกิดปัญหาการอ้วนขึ้นกว่าเดิมที่เรียกว่า ผลกระทบตีกลับที่เรียกว่า ผลกระทบโยโย่ (Yoyo Effect) บางคนแม้ไม่อ้วนแต่กลับพบว่าคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นกว่าก่อนที่จะล้างพิษเสียอีก โดยเฉพาะคนที่อาจมีภาวะลำไส้รั่ว (Leaky gut syndrome) ร่วมด้วย อันเนื่องมาจากมีประวัติชอบรับประทานหวานมาก ดื่มนมวัวมาก รับประทานยาแก้อักเสบมาก หรือ ใช้ยาสเตียรอยด์มาก คนเหล่านี้ยิ่งต้องระวังเพราะร่างกายมีจุลินทรีย์และเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยน้อยกว่าคนปกติ มีเชื้อราจำนวนมาก ทำให้ลำไส้อักเสบและทำงานผิดเพี้ยนไป ส่งผลทำให้ลำไส้ดูดสารพิษหรือขนาดของโมเลกุลที่มีอณูใหญ่กว่าปกติ (Megamolecule) ได้ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นก็จะทำให้ร่างกายใช้ภูมิต้านทานเข้าโจมตี เพราะเข้าใจว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงเกิดอาหารผื่นแพ้ได้ง่ายอยู่แล้ว เมื่อรวมกับภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำและกระบวนการล้างพิษตับที่ขับพิษออกมามากแต่ไม่สามารถขับถ่ายออกจากร่างกายได้และเผาผลาญได้น้อย ก็จะยิ่งมีอาการผื่นแพ้ได้มากขึ้นกว่าเดิมได้ด้วย สำหรับปัญหาธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำแฝงนั้น มีโอกาสจะสร้างปัญหาให้กับผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงมีฮอร์โมนเพศที่ชื่อเอสโตรเจน หากฮอร์โมนดังกล่าวไม่สมดุลเพราะมี "ฮอร์โมนเอสโตรเจน" สูงกว่า "ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน" ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่โดดเกินนั้นจะมีฤทธิ์ในการกดธัยรอยด์ฮอร์โมนให้ต่ำลงทันที เมื่อธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำลงจึงทำให้ความสามารถในการแปลงไขมันคอเลสเตอรอลเป็นน้ำดีและฮอร์โมนได้น้อยลง และส่งผลทำให้ฮอร์โมนคอร์ติโซลที่ต้านการอักเสบทำงานได้น้อยลงหรือไม่ก็ผิดเพี้ยนไปจนทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายขึ้นด้วย ในทำนองเดียวกันเมื่อ ฮอร์โมนคอร์ติโซล ที่ทำงานหนักในภาวะที่เกิดความเครียด อดอาหาร รวมถึงเมื่อเกิดภาวะภูมิแพ้ หากทำงานหนักจนต่อมหมวกไตล้า ร่างกายก็จะดึงฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเอาไปช่วยฮอร์โมนคอร์ติโซลอีก ส่งผลทำให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดต่ำลงกว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำลง จนทำให้การเผาผลาญไขมันคอเลสเตอรรอลให้เป็นน้ำดีและฮอร์โมนได้น้อยลงไปอีก ก็จะทำให้ภาวะการต้านการอักเสบน้อยลง ภาวะผื่นแพ้เพิ่มมากขึ้น และกลับทำให้เป็นปัญหาลามเป็นลูกโซ่วนไปวนมาเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สำหรับคนที่มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำอยู่แล้ว จึงไม่ควรอดอาหารนานเกินไป และไม่ควรดื่มน้ำมันมะกอกมากหลายๆแก้วในการล้างพิษตับครั้งเดียว แม้แต่ในการล้างพิษตับในแต่ละครั้งอาจจะต้องลดปริมาณน้ำมันมะกอกให้น้อยกว่าคนทั่วไป โดยจากประสบการณ์ในหลายกรณีพบว่าการล้างพิษตับในกลุ่มคนที่เป็นธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ จะไม่สร้างปัญหามากนักหากอดอาหารไม่เกิน 24 - 36 ชั่วโมง และดื่มน้ำมันมะกอกไม่เกิน 75 ซีซี (น้ำมันมะกอก 75 ซีซี + น้ำมะนาว 75 ซีซี) แต่เน้นการล้างลำไส้ให้สะอาดด้วยการเตรียมตัวปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารมาล่วงหน้า 7 วัน (งดอาหาร นมวัว ชีส เนื้อสัตว์ น้ำเต้าหู้ ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง ของหวาน แอลกอฮอล์ ของทอดๆมัน ของเย็น และให้ทานยาขับชำระเมือกมันทำความสะอาดสวนล้างลำไส้ทุกวัน) ต้องขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับบทเรียนอันมีค่ามหาศาลจากผู้ที่ได้รับผลกระทบหลายคนที่มาขอคำปรึกษาจากผมและให้เป็นกรณีศึกษาเพื่อช่วยเหลือคนอื่นต่อไปแม้จะไม่ใช่ปัญหาของคนส่วนใหญ่ แต่เพราะมีปัญหาของคนกลุ่มนี้จึงทำให้เราได้เรียนรู้เป็นวิทยาทาน และทราบได้ว่าเราจะสามารถที่จะช่วยเหลือและเยียวยารักษาอาการเหล่านี้ให้ดีขึ้นหรือหายไปได้อย่างไร เพื่อช่วยเหลือคนอื่นๆต่อไปในอนาคต แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องสนุกเลยที่จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้เอาทีหลัง... ดังนั้นกรณีเช่นนี้จึงควรป้องกันเอาไว้จะดีกว่า !!! (โปรดติตามต่อในตอนหน้า : จะมาอธิบายว่าคนที่เกิดอาการเหล่านี้แล้วสามารถทำให้ดีขึ้นหรือหายได้อย่างไร?) ที่มา : www.manager.co.th |
วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ปัญหาการล้างพิษตับที่ "ผู้หญิง" มีข้อควรระวังมากกว่า "ผู้ชาย" (ตอนที่ 1) : ฮอร์โมนเพศสำคัญไฉน?
| ณ บ้านพระอาทิตย์ โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เมื่อศึกษาการล้างพิษตับในประเทศไทย ก็พบข้อมูลชิ้นหนึ่งที่มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ก็คือ "อาการปะทุพิษที่รุนแรง" เช่น มีผื่นขึ้นรุนแรง มีน้ำเหลืองออกมาตามร่างกายจำนวนมาก ผิวหนังแห้งแตกจนมีบาดแผลเกิดขึ้นตามร่างกาย ฯลฯ แม้อาการนี้จะไม่ได้พบบ่อยนัก แต่ในจำนวนที่พบอาการดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเกิดในผู้หญิงมากว่าผู้ชายที่เข้าหลักสูตรล้างพิษตับ ผู้หญิงเหล่านี้มักจะมีประวัติพื้นฐานที่คล้ายคลึงกันก่อนเข้าหลักสูตร เช่น ดื่มนมวัว หรือผลิตภัณฑ์จากนมวัวมาก มีการใช้ยาแก้อักเสบเป็นประจำ ใช้ยากดภูมิประเภทสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ฯลฯ แต่ผมเองเดิมก็ยังไม่ได้ตามหาเหตุผลว่าทำไมอาการปะทุพิษรุนแรงถึงได้เกิดขึ้นกับแต่ผู้หญิง เมื่อศึกษาและตามหาข้อเท็จจริงทั้งจากการอ่านและสอบถามผู้รู้ ก็พอจะปะติดปะต่อกันได้จากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นอาจเป็นเพราะความแตกต่างระหว่าง"ฮอร์โมน" และ "อัตราการเผาผลาญอาหารเป็นพลังงาน" ในร่างกายของ "ผู้หญิง" กับ "ผู้ชาย"ที่ไม่เหมือนกัน จากงานวิจัยค้นคว้าที่มีชื่อว่า "Factors Affecting the Storage and Excretion of Toxic Lipophilic Xenobiotics" แปลเป็นไทยก็คือ "ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการสะสมและการขับถ่ายออกของสารพิษจากภายนอกที่ละลายในไขมัน" ซึ่งจัดทำโดย Ronal J. Jandacek และ Practick Tso จากภาควิชาพยาธิวิทยา มหาวิทยาลัยแห่งซินซิเนติ เมืองซินซิเนติ มลรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์เมื่อ ปี พ.ศ. 2544 ทำให้เรารู้ได้ว่าสารพิษจากยาฆ่าแมลง สารพิษจากขยะโรงงานอุตสาหกรรมที่ปนเปื้อนในอาหารนั้นสามารถละลายอยู่ในไขมัน ดังนั้นในระหว่างการอดอาหารร่างกายเราจะนำไขมันมาเผาผลาญ (metabolism)เพื่อผลิตเป็นพลังงาน ผลก็คือทำให้สารพิษที่ละลายในไขมันสามารถลดลงไปด้วย ดังนั้นเพียงแค่เราอดอาหารได้ ก็เป็นจุดเริ่มที่จะละลายสารพิษไขมันได้แล้ว !!! แต่ก็ใช่ว่าร่างกายเราจะสามารถทำการเผาผลาญไขมันให้มาเป็นพลังงานในระหว่างการอดอาหารของแต่ละคนได้เหมือนกัน | ||||
ผู้หญิงโดยทั่วไปจะมีอัตราการเผาผลาญต่ำกว่าผู้ชาย นั่นหมายความว่าผู้หญิงมีโอกาสที่จะเผาผลาญไขมันรวมถึงสารพิษได้ช้ากว่าผู้ชาย !!! เหตุผลก็เพราะผู้หญิงมีฮอร์โมนเพศสำคัญที่เรียกว่า "โปรเจสเตอโรน" (Progesterone) กับ "เอสโตรเจน" (Estrogen) ถ้าฮอร์โมนเอสโตรเจนมีความไม่สมดุลกับโปรเจสเตอโรน โดยฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงโดดเด่นกว่าฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เอสโตรเจนที่โดดเด่นนี้เองจะไปทำหน้าที่ในการกดธัยรอยด์ฮอร์โมนให้ต่ำลง ซึ่งจะส่งผลทำให้อัตราการเผาผลาญสารอาหารหรือไขมันสะสมให้ผลิตมาเป็นพลังงานนั้นลดต่ำลงด้วย การเผาผลาญสารอาหารหรือไขมันสะสมให้เป็นพลังงานที่ต่ำอันเนื่องมาจากธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำในผู้หญิง เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่โดดเกินสมดุลกับโปรเจสเตอโรน จึงทำให้ผู้หญิงอ้วนได้ง่ายกว่าผู้ชาย มีไขมันในเส้นเลือดได้ง่ายกว่าผู้ชาย แม้บางครั้งจะรับประทานอาหารน้อยกว่าผู้ชายก็ตาม อาการของผู้หญิงทีเกิดภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำแฝงเกิดขึ้นง่ายในยุคนี้ เรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เมื่อระบบการเผาผลาญไม่ดี พลังงานก็เกิดน้อย จึงเกิดอาการได้หลายอย่าง เช่น หนาวง่าย มือเท้าเย็น บวมที่ข้อมือ เปลือกตาบวมโดยเฉพาะช่วงเวลาตื่นนอน ชาตามปลายมือ เกิดพังผืดรัดข้อมือ ปวดข้อ ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมามาก เป็นหวัดบ่อย ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจบ่อยๆ ท้องผูก (เพราะลำไส้เคลื่อนตัวช้า) เกิดอาการซึมเศร้าและมีปัญหาอารมณ์ที่ไม่แจ่มใส นอนไม่ค่อยหลับ อ้วนง่ายหรือคอเลสเตอรอลในเลือดสูงเพราะเผาผลาญได้ต่ำ ปวดหัวหรือมีอาการปวดหัวไมเกรนช่วงมีประจำเดือน หรือปวดหัวจากที่ท้องผูกและอาหารหมักหมมในลำไส้มาก ผิวหนังแห้ง มีสิว ผื่นขึ้น ลมพิษขึ้น สะเก็ดเงิน ผมร่วง ปกติหัวใจเต้นช้าผิดปกติ บางกรณีหัวใจเต้นเร็วผิดปกติเพราะร่างกายหลั่งฮอร์โมนแอดดรีนาลินมาช่วยการทำงานแทนธัยรอยด์ฮอร์โมน เมื่อเป็นนานเข้าอาจะเกิดอาหารลิ้นหัวใจรั่วได้ ฯลฯ ถามว่าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเป็นกับผู้หญิงจำนวนมาก คำตอบนี้ นายแพทย์เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ ได้กรุณารวบรวมเอาไว้ในหนังสือชื่อ ทำไมคุณถึงป่วย? (เล่ม 2) โดยได้สรุปสาเหตุของภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ดังต่อไปนี้ 1. ตามรายงานของ ดร.ลิต้า ลี จากมลรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา พบว่า เกิดจาก "คลื่นรังสี" จากเครื่องไฟฟ้าทั้งหมด เช่น โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์มือถือ ไอแพด คอมพิวเตอร์ สายไฟฟ้าแรงสูง ตู้เย็น เตาอบไมโครเวฟ (ดังนั้น ควรอยู่ห่างจากเครื่องไฟฟ้าเหล่านี้เท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะพวกนอนกอดพร้อมกับไอแพดที่ชาร์ตแบตเตอรี่ทั้งหลาย) 2. กินผลิตภัณฑ์ที่มีถั่วเหลืองมากไป (รวมน้ำเต้าหู้) ซึ่งมีสารต้านธัยรอยด์ 3. กินหวานทุกชนิดมากเกินไป (เช่น น้ำหวาน, น้ำอัดลม, ผลไม้หวาน, น้ำผลไม้หวาน) 4. มีเอสโตรเจนจากภายนอกมากเกินไป เช่น ยาคุม ยาแก้สิวบางชนิด ยาฮอร์โมนวัยทอง รวมถึงสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายแล้วออกฤทธิ์ที่มีเอสโตรเจนมากเกินไป เช่น น้ำยากฟอกสี น้ำยาขัดเบาะ ฯลฯ 5. รับประทานอาหารที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนจากสัตว์ ได้แก่ เนื้อสัตว์ นมวัว นมแพะ ไข่ไก่ ไข่เป็ด 6. กินไขมันมากไป เพราะไขมันโดยตรงจะต้านการทำงานของธัยรอยด์ (ตรงนี้สำคัญ เพราะเชื่อมโยงกับการดื่มน้ำมันมะกอกเพื่อล้างพิษตับด้วย) 7. แร่ธาตุไอโอดีมากเกินไป จะทำให้เป็นทั้งธัยรอยด์เป็นพิษและธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำได้ทั้งคู่ 8. มีโลหะหนักบางชนิด เช่น ปรอท (ที่ผสมอยู่ในที่อุดฟันสีเงิน) 9. รับประทานพืชบางชนิดที่ต้านธัยรอยด์เพราะไม่ผ่านความร้อนมาก่อน เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บล็อคโคลี ผักเหล่านี้ไม่ควรกินสด ควรจะต้องผ่านความร้อนก่อน แต่จากการศึกษาผมกลับเห็นว่ายังมีความจำเป็นต้องระบุอีก 3 สาเหตุเพิ่มเติมที่ทำให้เกิดภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ อันจะเป็นการเชื่อมโยงกับการล้างพิษตับด้วยคือ 10. เกิดภาวะเครียดบ่อยๆ และนานเกินไป 11. อดอาหารบ่อยๆและนานเกินไป 12. อดนอนหรือนอนดึก และนอนน้อยเกินไป ซึ่งใน 3 ประการหลังนี้ กลุ่มฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะฮอร์โมนที่สำคัญในกลุ่มนี้ซึ่งก็คือ ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งผลิตมาจากต่อมหมวกไต โดยในระหว่างการอดอาหารนี้กลูโคคอร์ติคอยด์ได้ชื่อว่าเป็นฮอร์โมนแห่งการอดอาหาร (hormone of starvation) จะกระตุ้นเซลล์ตับให้เปลี่ยนกรดไขมันและกรดอะมิโนบางตัวเป็นกลูโคส และเก็บสะสมไว้ในรูปของไกลโคเจน (gluconeogenesis) เรียกว่า กลูโคส สแปริ่ง เอฟเฟ็ก (glucose – sparing effect) ซึ่งเป็นขบวนการที่สำคัญ เพราะจะมีผลในการเผื่อน้ำตาลกลูโคสไว้ให้สมองใช้งานได้ตลอดเวลา เมื่อปี พ.ศ. 2551 งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเซนต์ หลุยส์ มลรัฐมิซูรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุอย่างชัดเจนว่าในการจำกัดปริมาณแคลอรี่ในอาหารที่เรากินนั้น จะเป็นผลทำให้การผลิตธัยรอยด์ฮอร์โมน T3 ต่ำลง ซึ่งจะเป็นผลทำให้อัตราการเผาผลาญต่ำลงไปด้วย ดังนั้นถ้าอดอาหารเป็นช่วงๆนานเกินไป แล้วกลับไปกินในปริมาณเท่าเดิมก็อาจจะอ้วนขึ้นกว่าเดิม หรือไขมันในเส้นเลือดมากกว่าเดิมได้ เช่นเดียวกับภาวะเครียดมากๆ หรือนอนน้อย ฮอร์โมนคอร์ติซอล ก็จะพยายามต้านความเครียด ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำตาลกลูโคสเช่นกัน หรือทำให้เรามีความต้องการอยากรับประทานหวานหรือแป้งและน้ำตาลเพื่อต้านกับภาวะความเครียด ถ้าร่างกายเกิดภาวะที่ต้องผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลนี้บ่อยๆ นานๆ ต่อมหมวกไตก็อาจจะเกิดอาการล้าได้ และเรื่องนี้มาเกี่ยวกับการล้างพิษตับก็ตรงที่ว่า หากคนที่มีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำอยู่แล้ว และมาอดอาหารนานๆ หรือเลวร้ายกว่านั้นมีภาวะเครียดในระหว่างการอดอาหารร่วมด้วย เมื่อต่อมหมวกไตเกิดอาการล้าจากการผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลไม่เพียงพอ ในร่างกายผู้หญิงจะนำฮอร์โมนเพศ "โปรเจสเตอโรน" มาช่วยทำงานแทนฮอร์โมนคอร์ติซอล ผลก็คือผู้หญิงคนนั้นจะมีโปรเจสเตอโรนลดลง และทำให้เอสโตรเจนสูงขึ้น จนถึงขั้นไม่สมดุล จนถึงขั้นเกิดภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำลงไปอีก การเผาผลาญก็จะน้อยลงไปอีก ส่งผลก็คือในกรณีเช่นนี้ยิ่งล้างพิษตับ ยิ่งอดอาหาร แต่กลับยิ่งอ้วนหรือยิ่งมีไขมันในเส้นเลือดสูงขึ้นแม้เวลาผ่านไปหลังล้างพิษตับไปแล้ว 1-2 เดือนก็ตาม หรือเมื่อล้างไปแล้วปรากฏว่าไม่สามารถเผาผลาญสารพิษที่ออกมาจากการล้างพิษตับได้ เพราะลำไส้เคลื่อนตัวช้าและเกิดการดูดกลับในระหว่างการล้างพิษมากกว่าการขับถ่ายออกเมื่อการเผาผลาญในร่างกายต่ำ จึงทำให้เกิดอาการผื่นแพ้ได้ง่ายกว่าเดิมได้ด้วย ดังนั้นถ้าคนที่มีพฤติกรรมและอาการดังกล่าวข้างต้น และถ้าวัดอุณหภูมิตอนเช้าใต้ลิ้น หากได้ค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 36.4 องศาเซลเซียส ตลอดระยะเวลา 5 วัน ต้องตระหนักว่าอาจมีความเสี่ยงภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำแฝงเกิดขึ้นแล้ว !!! ในทัศนะของผมส่วนตัวจึงเสนอว่า คนที่เป็นภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำแฝงอยู่แล้ว ไม่ควรอดอาหารยาวๆ และไม่ควรดื่มน้ำมันมะกอกในปริมาณมากๆ หรือดื่มหลายๆแก้วในการล้างพิษตับรอบเดียว ไม่เช่นนั้นก็จะมีความเสี่ยงในการปะทุพิษอย่างรุนแรงและอันตรายอย่างมาก เพราะเห็นมาหลายรายแล้วจริงๆ !!! ที่มา www.manager.co.th |
วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
“มวยไทยแอโรบิก” หมัด ศอก เข่า เตะ เพื่อคนรักสุขภาพ
|
ผอมในไม่กี่ชั่วคืน
ยามที่คุณหลับ กลไกในร่างกายยังคงทำงานอยู่
และในช่วงนี้แหละเป็นโอกาสที่ไขมันจะถูกกำจัดออกไปได้ แค่ควบคุมอาหารสักหน่อย และนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ คุณอาจลดได้ถึงราว 2.7 กิโลกรัม ใน 5 วันเลยทีเดียว
มื้อเช้า ยังคงยึดคอนเซ็ปต์ที่ว่ามื้อเช้าสำคัญที่สุด คุณจึงสามารถบริโภคคาร์โบไฮเดรตเพื่อเสริมสร้างพลังงาน อาจเริ่มด้วยมูสลี่สักชามตามด้วยแซนด์วิชหรือครัวซองต์สักสองชิ้นก็ยังด้ แต่จำไว้ว่าข้อห้ามคืออย่าทานของกินเล่นใดๆ ทั้งสิ้นก่อนจะถึงมื้อกลางวัน
มื้อกลางวัน เน้นโปรตีนจากเนื้อปลาและเนื้สัตว์ที่เป็นเนื้อล้วนไม่ติดมัน คาร์โบไฮเดรตก็ยังได้อยู่เมนู ที่เลือกกินได้ก็เช่น ก๋วยเตี๋ยว หรือ พาสต้า ผักโขมอบชีสก็ยังอนุโลมอยู่ เน้นพวกผักด้วยสักหน่อยก็ดี และหลังจากมื้อกลางวันไป ของกินเล่นก็ยังถือว่าต้องห้ามอยู่ อดใจรอมื้อเย็นเลยดีกว่า
มื้อเย็น เพื่อให้การลดน้ำหนักโดยอาศัยการนอนประสบผลสำเร็จ มื้อเย็นจึงต้องประกอบด้วยโปรตีนและผักเท่านั้น ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะช่วยให้การเผาผลาญไขมันในยามที่คุณหลับนั้นมีประสิทธิภาพขึ้นมากเลยล่ะ จึงเป็นกลเม็ดที่ทำให้คุณลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น
ที่มา http://www.lisaguru.com
เตือน 5 โรคไลฟ์สไตล์คุกคาม
คุณเป็นอีกคนที่วิถีชีวิตอาจก่อให้เกิดโรครึเปล่า?
โดยเมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวรณรงค์ คัดกรองทั่วไทย เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เพื่อคัดกรองทั้งสองโรค ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากไลฟ์สไตล์ที่คนไทยป่วยกันมากขึ้น โดยทั้งสองโรคทำให้เกิดโรคอื่นๆ ได้อย่างน้อย 5 โรค เช่น โรคหัวใจ โรคอัมพฤกษ์/อัมพาต ไตวาย ตาบอด และอาจทำให้เสื่อมสรรถภาพทางเพศ โดยชี้ว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวปีละเกือบแสนราย และเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ คนปกติควรจะเสริมสร้างสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. คือ ออกกำลัง อาหาร อารมณ์ ไม่ดื่มสุรา และไม่สูบบุหรี่ ทราบแล้วปฏิบัตินะจ๊ะ
ที่มา : http://www.lisaguru.com
สมัครสมาชิก:
บทความ
(
Atom
)